ทุกวันนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดกันถึงวันที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จะมี Passive Income จะ Early Retire ใช้ชีวิตสลวยสวยเก๋อยู่บ้าน ไม่เข้างานแบบ 9-5 อีกต่อไป

บางทีฟังอะไรแบบนี้แล้วชาวมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามันก็น้อยเนื้อต่ำใจเหมือนกันเนอะ พวกเราถูกจัดกลุ่มให้เป็นกลุ่มคนที่ไร้ความฝัน ไร้ความมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมเราถึงจะ ‘อยาก’ เป็นมนุษย์เงินเดือนไม่ได้ล่ะ?

เราคนนึงที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมาสองปีกว่าแล้วและเราชอบใน concept ของการเป็นมนุษย์เงินเดือนมากกว่าการเป็นฟรีแลนซ์ (ไม่ได้หมายความว่าเป็นฟรีแลนซ์มันไม่ดี มันแค่ไม่ถูกจริตเรา) เลยอยากเล่าให้ทุกคนฟังว่าแล้วการเป็นมนุษย์เงินเดือนนี่มันดียังไงบ้าง เผื่อจะอยากเป็นกันมากขึ้นค่ะ 5555

 

via GIPHY

 

เงินเข้าทุกสิ้นเดือน

24-31 คือตัวเลขที่ทุกคนรอคอย ข้อดีอันดับหนึ่งของการเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ในคำว่า ‘มนุษย์เงินเดือน’ อยู่แล้วนั่นคือทุกสิ้นเดือนเราจะได้รับ SMS ว่าเงินเข้าตามสัญญาแล้ว ไม่มีเบี้ยว ไม่มีดึงเช็ง ไม่มีต่อราคา ไม่มี Credit Term 30 วัน เป็นความมั่นคงในชีวิตอย่างนึงที่ทำให้เรา Appreciate กับคำว่า ‘ศุกร์สิ้นเดือน’ ได้อย่างแท้จริง

 

via GIPHY

 

มีการเติบโตที่แน่นอน

ไม่ว่าจะบริษัทใหญ่หรือเล็ก ระดับ Hierarchy เยอะหรือน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยมันมีขั้นบันไดที่เรารู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องไต่ไปให้ถึงให้ได้ (ถ้าเรามุ่งมั่นและเก่งพอ) เอาจริงๆ พูดกันตรงๆ บางทีความเก่งก็ไม่ได้มีส่วนขนาดนั้นด้วย บางกรณีคือแค่อยู่นาน แค่อาวุโสพอ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว นั่นหมายถึงเงินที่มากขึ้น ลูกน้องที่มากขึ้น และ บารมีที่มากตาม เพิ่มสกิลในการเล่นเกมการเมืองในบริษัทได้เป็นอย่างดี

 

via GIPHY

 

ฝิ่น – สารเสพติดอันเลอค่า

เพราะเราไม่ใช่ฟรีแลนซ์ งานนอก งานเหนือจากงานประจำของเรา หรือศัพท์ในวงการที่เรียกว่า ‘ฝิ่น’ ที่ตอนแรกก็ไม่เข้าใจชื่อว่าทำไมต้องเรียกว่าฝิ่น แต่พอได้เสพสักครั้งแล้วติดใจจริงๆ 5555 การได้รับงานฝิ่นเหมือนเป็นการได้โบนัสก้อนเล็กๆ ที่เราเอามาปรนเปรอตัวเองได้ (หรือเอาไปผ่อนหนี้ได้เร็วขึ้น TT) โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเดือนนี้จะมีงานหรือไม่มีงาน เพราะเรามีเงินเดือนไว้ค้ำจุนโลกของเราอยู่แล้วไงล่ะ โฮะๆๆ

 

via GIPHY

 

ชีวิต Routine

ชีวิตที่มีเวลาเข้างานเลิกงานที่แน่นอนมันไม่ดียังไงกัน ดีเสียออกที่เราจะได้กำหนดชีวิตที่เหลือของเราให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ด้วย ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าอยากไปเที่ยวตอนนี้แล้วงานจะเป็นยังไง ถ้างานเข้าแล้วไม่อยู่ทำก็ต้องเสียรายได้ ไม่มี๊ เราชาวมนุษย์เงินเดือนคือลาเป็นลา ม้าเป็นม้า ลาโลด ลิงโลด ไม่ต้องแคร์เพราะยังไงสิ้นเดือนก็มีเงินเข้า ได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจไร้สารตกค้าง 55555

 

via GIPHY

 

ทำสิ่งที่ตัวเองรักได้โดยไม่ต้องทำมันเป็นอาชีพ

ข้อนี้พี่พีระ @Geekjuggler ได้พูดไว้และส่วนตัวคือโคตรรรรรเห็นด้วยเลย บางทีเราเกิดมามีสิ่งที่เรารักแต่เราอาจจะไม่ได้ทำมันออกมาได้ดีขนาดนั้น การเป็นมนุษย์เงินเดือนอนุญาตให้เราทำสิ่งที่เรารักต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะหาเลี้ยงชีพจากมัน เราจะได้ผ่อนคลายมากขึ้นในการค่อยๆเรียนรู้และทำสิ่งที่เรารักให้เก่งขึ้นได้โดยไม่ต้องกดดันตัวเองหรือเอาความเป็นอยู่ของเราไปพาดไว้กับมันได้ (เพราะไม่งั้นอาจจะเกลียดเข้าได้สักวัน ทรึงงง)

 

via GIPHY

 

ขอวีซ่าและเอกสารการรับรองทางราชการง่ายมาก

อันนี้เป็นข้อดีอีกอันที่หลายๆ คนชอบมองข้าม การเป็นพนักงานเงินเดือนอย่างถูกต้องตามกฏหมายนั้นมีข้อดีที่ชาวฟรีแลนซ์ (รู้นะว่าแอบเติมชื่อสร้อยกันเองในใจ) ไม่มีคือเอกสารใดๆในจักรวาลที่เกี่ยวข้องกับราชการนั้นเราสบายหายห่วงมาก จะขอวีซ่าก็ง่ายดายเพราะเราเป็นบุคคลมีพันธะ จะหลบหนีเข้าประเทศก็คงลำบาก เรามีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้องครบทุกเม็ด (หรือเปล่า? แล้วแต่คน) รัฐรับรู้การมีอยู่ของเรา จะกู้ธนาคารผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็ทำได้ง่ายดายไม่ยุ่งยาก

 

————————————————————————

 

ที่กล่าวมาทั้งหมด หลักๆแล้วข้อดีของการเป็นมนุษย์เงินเดือนมันก็คือความมั่นคงนั่นแหละ ถึงแม้ว่าจะต้องแลกด้วยอิสรภาพบางอย่างที่หายไปแต่สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองว่าเราเป็นคนแบบไหนและเห็นสิ่งใดในชีวิตสำคัญกว่ากันเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรที่ถูกหรือผิด 100 เปอร์เซ็นต์เลย

อยากให้ทุกคนหาตัวเองให้เจอว่าชีวิตนี้เราต้องการอะไร จากมุมมองของคนที่ชอบความมั่นคง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เราภูมิใจนะที่เป็นมนุษย์เงินเดือน เราไม่ชอบชีวิตฟรีแลนซ์ที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ แต่เราไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี เพียงแค่มันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบเท่านั้นเอง

เช่นเดียวกันกับทุกคนที่กำลังอ่านอยู่เหมือนกัน การเป็นอะไรที่เราอยากเป็นจริงๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตของเรามันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย อยากทำงานบริษัทใหญ่โตก็ทำไป อยากเป็นฟรีแลนซ์ก็เป็นไป อยากทำธุรกิจของตัวเองก็ทำไป แต่ให้มั่นใจว่าเราทำเพราะเราชอบทำมันจริงๆ

 

บางครั้งเราเจอคนพูดว่า ‘อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง’ แต่กลับตอบไม่ได้ว่าอยากทำอะไร อันนี้อาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ผิดพลาดไปเสียหน่อย เราควรจะเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารักสิว่าเราชอบอะไร ชอบกิน ชอบเที่ยว ชอบอ่าน ชอบดู ชอบผู้ชาย (ชั้นเอง) แล้วต่อยอดจากตรงนั้นไปว่าเราทำอะไรกับสิ่งที่เราชอบให้มันดีกว่าที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ยังไงบ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ ธุรกิจส่วนตัว หรือฟรีแลนซ์ก็ตาม

ไม่อยากให้คำว่า ‘อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง’ มาเป็นข้ออ้างในการทำตัวขี้เกียจ ไม่สู้งาน และลาออกมาแบบเคว้งๆ ชีวิตมันไม่ได้ง่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามถ้าไม่กระดิกก็คือไม่มีข้าวกิน ไม่มีเงินใช้ Passive Income ไม่มีอยู่จริงในโลกนี้หรอก นอกจากดอกเบี้ยในธนาคารที่โตเอง แต่นั่นก็เกิดจากเงินที่เธอเก็บมาจากการทำงานใช่ไหมล่ะ

 

ฝากถึงนายจ้างที่ผ่านมาอ่านด้วยค่ะว่าส่วนตัวแล้วเราว่า Gen Y ไม่ใช่คนที่ไม่สู้งานหรือขี้เกียจ คนพวกนี้มันมีทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว เราเป็น Gen Y คนหนึ่งที่พร้อมจะอยู่ในบริษัท อยู่ในระบบตราบใดที่บริษัทตอบแทนเราได้คุ้มค่าและให้ความยืดหยุ่นกับเราตามความเหมาะสมที่มันควรจะเป็น

การเก็บ Gen Y ให้อยู่กับบริษัทนานๆไม่ใช่เรื่องยากค่ะเลยเราว่า แต่มันยาว เอาไว้ไปขึ้นบทความใหม่คราวหน้าดีกว่าเนาะ 55555

 

จำไว้ว่าไม่ว่าชีวิตเราจะหนักแค่ไหน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบและตอบโจทย์ชีวิตของเราจริงๆ ยังไงมันก็มีข้อดีให้เราสู้ต่อไปกับมันค่ะ!

Comments

comments