ทุกปลายปี ก่อนที่เราจะได้ไปลั้ลลากับความสนุกสนานรื่นเริงของช่วงปีใหม่ จะมีปีศาจตัวหนึ่งที่แวะเวียนมาให้เราปราบเป็นบอสตัวสุดท้ายอยู่ทุกที บางปีจำวิธีปราบได้แล้ว พอปีถัดไปก็ดันลืมวิธี

ใช่ครับ เจ้าปีศาจที่ชื่อว่า “การคำนวณภาษี” ผู้นี้นี่เองงงงงงงงง….

ปีนี้ก็เช่นกัน ผมเองและคนรอบตัวก็มีความปวดหัวปวดเฮด ไหนจะมีมาตรการช็อป 15,000 บาทอะไรนี่อีก แล้วมันอะไรยังไงกันฟระเนี่ย กับเจ้าภาษีเนี่ย คิดไปคิดมา เอาวะ ลองมาเขียนเก็บไว้เป็นบทสรุปให้ตัวเองและคนอื่นได้เอาไว้ปราบเจ้าบอสตัวนี้ไปด้วยกันดีกว่า

เรามาลองไล่เรียงกันทีละสเต็ปไปด้วยกันครับ

Step 1: ปีนี้ได้ตังค์มากี่บาท

ก่อนจะเสีย เราต้องรู้ก่อนว่าปีนี้เรามีรายรับทั้งหมดเท่าไร
รายรับในที่นี้ก็มีตั้งแต่ เงินเดือน โบนัส ดอกเบี้ยนู่นนี่นั่น เงินค่าฝิ่น จ็อบเสริม ไปจนถึงเงินปันผล
เอาพวกนี้ทั้งหมดมากองๆ รวมกัน ก็จะได้เงินก้อนนึง เรียกง่ายๆ ว่า “รายได้ทั้งหมด”
(อนึ่ง บางออฟฟิศ อาจจะมีการหักภาษีให้เราไว้แล้ว อันนั้นช่างมันครับ เก็บไว้ก่อน เอาเงินเดือนเพียวๆ ตามที่เขียนมาในสลิปเงินเดือนเลย)

Step 2: ลดหย่อนอะไรได้บ้าง
จากอันนี้ เราก็จะมาเข้าสูตรนี้ครับ

รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายและลดหย่อน = รายได้ที่จะเอาไว้คำนวณภาษี

แล้วค่าลดหย่อนมันมีอะไรบ้าง?
จริงๆ มันก็มีอยู่หลายอย่างมากครับ แต่ตรงนี้ขอยกตัวอย่างตัวท็อปฮิตที่ทุกคนน่าจะได้เจอครับ

  • ค่าใช้จ่าย: ลดได้ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: ลดได้ 30,000 บาท
  • เงินสะสมประกันสังคม: อันนี้ลองดูในสลิปเงินเดือนครับ จะมีเขียนเอาไว้ แต่ละเดือนโดนหักไปเท่าไร ก็เอามารวมแล้วลดหย่อนได้ (สูงสุดคือ 9,000 บาท)
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ: ถ้าออฟฟิศไหนมีก็ลดได้
    ฯลฯ

อันนี้แค่ส่วนหนึ่งครับ ยังมีพวกค่าดูแลบุตร กู้ซื้อบ้าน บลาๆ อีก
**บางอาชีพจะหักได้เยอะกว่าคนอื่นๆ อย่าลืมเช็คกันให้ดีๆ นะ**

Step 2.1: WTF is LTF/RMF

แล้วที่เขาบอกว่าซื้อ LTF, RMF มาลดหย่อนภาษีกันมันคืออะไรเนี่ย
เจ้าสองอย่างนี้มันคือกองทุนที่สามารถเอาเงินที่ซื้อไปเนี่ย มาหักเป็นค่าลดหย่อนได้

โดย สามารถซื้อได้สูงสุด = 15% ของรายได้ทั้งหมดที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
(โห ชาตินี้จะได้ซื้อเรทนี้มั้ย…)

เราซื้อไปเท่าไร ก็จะได้เป็นค่าลดหย่อนเท่านั้นครับ ซื้อปีไหน ลดหย่อนปีนั้น

แต่ แต่ แต่ !!!
สองตัวนี้มีเงื่อนไขตอนเวลาขายนิดนึงครับ ถ้าทำผิดกฎก็จะไม่สามารถไปหักภาษีได้ฮะ

  • LTF – ห้ามขายก่อน 7 ปีปฏิทิน (สมมุติ ก้อนที่ซื้อปี 2559 ถ้าจะขายก็ต้องรอ 2566)
  • RMF – ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี / ซื้อรวมทั้งปีไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 5,000 บาท / ต้องถือไว้เกินห้าปี / ต้องอายุเกิน 55 ปีถึงขายได้

จะซื้ออะไร เท่าไร ก็อยู่ที่สไตล์ของแต่ละคนครับ เพราะเหมือนเอาเงินก้อนไปดองไว้เหมือนกัน (อย่างผม คงซื้อแค่ LTF งี้)
ส่วนสองอย่างนี้คืออะไร ต่างกันอย่างไร ซื้อตัวไหนดี…. เชิญ google ครับ ไม่งั้น blog นี้จะยาวเหยียดเนาะ

น่าอ่านเพิ่มเติม: อย่าพลาด! การปรับปรุงเงื่อนไข LTF และ RMF ในปี 2558 ที่ AomMoney

Step 2.2: รัฐบาลจัดให้ ลดหย่อนได้ 15,000 บาท

ตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยสามารถนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้ดังนี้

  1. ช้อป 15,000 บาท ภายในวันที่ 14-31 ธันวาคม 2559
    การประกาศอันเป็นที่ฮือฮากันอยู่ตอนนี้ โดยเราสามารถซื้อของแล้วเอาไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาทครับ  (เน้นว่าเป็นค่าลดหย่อนนะ ไม่ใช่ไปหักกับภาษีที่ต้องจ่าย)
    แต่ แต่ แต่ ต้องซื้อกับร้านที่เขาสามารถออกใบกำกับภาษีตัวเต็ม ตาม ม.86/4 ให้เราได้นะครับ อันนี้สำคัญ ไม่งั้นช็อปฟรี ไปหักไม่ได้นะเออ

Step 2.3: ลดหย่อนจากรัฐบาลอื่นๆ เช่น OTOP / ท่องเที่ยวในประเทศ / บลาๆ อย่าลืมไปหามาดูกันนะ 

Step 3: จ่ายภาษีเท่าไร?

หลังจากเราได้ “รายได้ที่จะเอาไว้คำนวณภาษี” แล้ว เราก็จะนำมาดูตามตารางนี้ครับ

แล้วจะคิดยังไงล่ะ มันคิดเป็นขั้นบันไดครับ
ลองนึกภาพ เหมือนเราทำน้ำแข็งในถาดน้ำแข็งที่บ้าน เราต้องเติมน้ำให้เต็มไล่ไปทีละช่อง จนกว่าน้ำจะหมด
น้ำ = รายได้ที่จะเอาไว้คำนวณภาษี
ช่อง = ขั้นของภาษี แต่ละช่องจะมี % ไม่เท่ากัน ความจุไม่เท่ากัน จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สมมุติ เรามี รายได้ที่จะเอาไว้คำนวณภาษี 350,000 บาท จะเป็นแบบนี้ครับ

(เครดิตภาพ)

ทีนี้ เราก็จะมาคิดภาษีกันทีละช่อง

ช่องแรก = 150,000 x 0% = 0 บาท
ช่องสอง = 150,000 x 5% = 7,500 บาท
ช่องสาม = 50,000 x 10% = 5,000 บาท
รวมต้องจ่ายภาษี 0 + 7,500 + 5,000 = 12,500 บาท

ตรงนี้ทุกคนน่าจะเห็นภาพแล้วนะครับว่าการซื้อ LTF / RMF หรือ มาตรการช้อป 15,000 บาท นั้นคือการลดหย่อน
ที่เทียบได้กับการเอาลดจำนวนน้ำก่อนที่เราจะเทลงถาดน้ำแข็ง ไม่ใช่ เอาไปลบกับภาษีที่เราต้องจ่ายตอนหลัง

** หนึ่งในข้อถกเถียงที่สงสัยกันมากว่าช้อป 15,000 บาทเพื่อเอามาหักเป็นค่าลดหย่อน คุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไร อันนี้ ขึ้นอยู่กับรายได้ของคุณครับ

อย่างที่บอกไปมาตรการนี้เหมือนกับการลดน้ำที่จะต้องเติมลงในช่อง

  • ถ้ารายได้คุณอยู่ในช่องแรก คือ ไม่เกิน 150,000 บาท ถึงคุณจะลดน้ำออกไปได้ 15,000 บาท ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคุณอยู่ในช่องที่ไม่โดนเอามาคำนวณภาษี
  • แต่ถ้ารายได้คุณล้นไปอยู่ถึงช่องสอง (5%) การเอาน้ำออกไปได้ 15,000 บาทจากช่องนี้ เท่ากับว่าคุณลดค่าภาษีที่จะต้องจ่ายได้สูงสุด 750 บาท
  • เช่นกันครับ ถ้ารายได้คุณล้นไปช่องสาม (10%) การเอาน้ำจำนวนนี้ออกไป จะทำให้คุณลดค่าภาษีที่จะต้องจ่ายได้สูงสุด 1,500 บาท

สรุปง่ายๆ คือ ถ้ารายได้ยิ่งเยอะ การช็อป 15,000 บาท ครั้งนี้จะยิ่งคุ้มครับ
หากใครยังงงอยู่ ลองนั่งไล่เรียงกับภาพถาดน้ำแข็งข้างบนอีกทีนะ

Step 4: ได้คืนหรือจ่ายเพิ่ม?

จากทั้งหมดทั้งมวลข้างต้นนี้ เราก็จะได้ตัวเลขภาษีที่เราต้องจ่ายมาแล้ว
สเต็ปนี้ ให้เราย้อนรำลึกอดีตนิดนึงครับ ว่าที่ผ่านมาเราโดนหักภาษีไปแล้วกี่บาท

ถ้าเป็นเงินเดือน ลองดูในสลิปเงินเดือนว่าบริษัทหักให้เราไปแล้วเท่าไร (อันนี้ไม่ตายตัว แล้วแต่สไตล์ของ HR บางที่หักเยอะ บางที่หักตามฐานภาษีพอดีเป๊ะ)
ถ้าเป็นจ็อบนอก เวลาเราได้รับเงิน ลูกค้าจะมีใบกำกับภาษีมาให้ ซึ่งโดยทั่วไปเขาจะหักภาษีไปแล้ว 3%

จากนั้น เอาเงินที่โดนหักภาษีทั้งหมด มาเทียบกับภาษีที่เราต้องจ่ายครับ
ถ้าเงินที่โดนหักไปเยอะกว่าเงินที่ต้องจ่าย = เราสามารถขอคืนภาษีได้
ถ้าเงินที่โดนหักไปน้อยกว่าเงินที่ต้องจ่าย = เราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม

จากนั้น เราก็เอาไปยื่นภาษีให้สรรพากรในปีหน้าครับ จบ. (ภายในเดือนเมษายน)

สูตรลับ
ครับ ที่เขียนมาทั้งหมด ใครมันจะมานั่งคิดเลขเองเนี่ย ปวดกบาลตายพอดี แถมอาจมีตกๆ หล่นๆ อีก
ผมจึงขอแนะนำให้ใช้สเต็ปที่ง่ายกว่า ดังต่อไปนี้ครับ

  • ในสลิปเงินเดือน บางออฟฟิศจะมีเขียนรายได้รวม ยอดหักภาษีรวม อะไรแบบนี้ไว้ให้แล้วในสลิปเดือนล่าสุด เราก็ไม่ต้องมานั่งบวกเอง เอาตัวเลขนั้นมาคิดได้เลย
  • คุยกับ HR ให้เขาช่วยเราคิดครับ อันนี้น่าจะเป็นวิธีที่ง่ายสุด ทุกปลายปี HR จะแจกใบ ทวิ 50 ซึ่งรวมสารพัดสิ่งอย่างช่วยเราคอนเฟิร์มอีกที
  • ถ้าอยากคำนวณเอง ก็มีเว็บช่วยเราเยอะแยะมาก แค่กรอกๆ ตัวเลขลงไป มันก็จะคำนวณให้เราทันทีว่าต้องเสียภาษีเท่าไร (google คำว่า คำนวณภาษี รับรองขึ้นชัวร์)
  • หาแฟนที่คำนวณภาษีเป็นครับ

เป็นยังไงบ้างครับ น่าจะเข้าใจกันมากข้ึนสำหรับมือใหม่หัดจ่ายภาษีแบบเราๆ
หวังว่าปีต่อไป ทุกคนจะไม่ต้องมาปวดหัวกับเจ้าปีศาจตัวนี้อีกนะครับ

ถ้าอยากให้เพื่อนเรามีความสุขไปพร้อมๆ กับเรา
อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ให้เขาได้อ่านกันนะ

Merry X’Mas & Happy New Year ครับ

(ภาพนำเรื่อง)

 

** ถ้าชอบใจ อย่าก๊อปเลย กดแชร์เอานะ คนเขียนเขียนนาน เห็นใจนิดส์นึง แฮร่ **

Comments

comments