ยินดีต้อนรับบัณฑิตจบใหม่ที่พึ่งรับปริญญาบัตรกันไปหมาดๆนะคะและขอแสดงความยินดีปรีดากับหนึ่งปีแรกที่พึ่งผ่านพ้นไปของบัณฑิตเมื่อปีที่แล้ว

(disclaimer: บทความชิ้นนี้นำมาจาก #FJSK 1.0 ซึ่งเขียนโดย @fried_it และขออนุญาตรีไรต์บางส่วนเพื่อความเหมาะสมกับกาลเวลาครับ) 

เชื่อว่าน้องนุ่ง (และเพื่อนๆของเรา) หลายคนกำลังอยู่ในช่วงสับสนงงงวยกับเส้นทางก้าวต่อไปของชีวิตแน่ๆ

คำถามสำคัญที่ใครก็ตอบไม่ได้ แม้กระทั่งตัวเราเอง

คำถามที่ว่า ‘จะเอายังไงกับชีวิตต่อดี?’

น้องใหม่ตั้งคำถามกับบริษัทหลายแห่งทั้งที่กำลังจะไปยื่นเรซูเม่และที่โดนโทรมาตาม

ส่วนบัณฑิตหน้าเก่าอย่างพวกเราหลายคนก็เริ่มเกิดคำถามกับงานปัจจุบันของเราเลยว่างานที่ทำอยู่มันใช่หรือเปล่า

ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะรู้ได้ไงกันล่ะว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับเรา??

วันนี้เราชาว #FJSK มีมุมมองใหม่ในการเลือกอาชีพมานำเสนอทุกคนกันค่ะ

เผื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหา first-jobber-life-crisis กันได้บ้างไม่มากก็น้อย

เราเรียกทฤษฎีนี้ว่า ‘ทฤษฎีเม่นน้อยกลอยใจ’ หรือ ‘The Hedgehog Concept’

ทฤษฎีเม่นนี้มาจากนิทานเก่าแก่ของกรีก ว่ากันด้วยเรื่องราวระหว่างหมาป่ากับเม่น

เรื่องมันมีอยู่ว่า เจ้าหมาป่าผู้เชี่ยวชาญทุกหย่อมหญ้าเนี่ยอยากจะกินเม่นให้ได้ (ทำไม! ไม่เข้าใจ!) ใช้เวลาวางแผนตั้งนานนม คิดกลยุทธ์ต่างๆ นานามากมายที่จะจับเม่นตัวนี้กินเสีย

แต่ดันมาตกม้าตายเอาตอนสุดท้ายที่เมื่อโจมตี เจ้าเม่นก็แค่ม้วนตัวเองให้เป็นลูกบอลที่มีขนแหลมค่อยทิ่มศัตรู

ทำให้ไม่ว่าหมาป่าจะจู่โจมอย่างไร เจ้าเม่นก็จะรอดพ้นอันตรายมาได้เสมอๆ

เจ้าหมาป่าตัวนี้อาจจะรู้อะไรหลายๆ อย่าง แต่เม่นน้อยตัวนี้รู้สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว

นิทานเรื่องนี้ถูกนาย Jim Collins นำมาพัฒนาเป็นทฤษฎีเม่น

ซึ่งจะช่วยค้นหางานที่เยี่ยม (เม่น) ได้ ท่ามกลางงานที่ดี (หมาป่า)

การจะบรรลุทฤษฎีนี้ เราเพียงต้องตอบแค่สามคำถามเท่านั้น

1. เรา passionate กับเรื่องอะไรบ้าง

2. มีอะไรที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น (หรือฝึกให้ดีขึ้นได้)

3. แล้วอะไรบ้างที่เราทำแล้วหาเงินจากมันได้

ตามแผนภาพเวร (เวนน์) ด้านล่าง จะเห็นได้ว่า งานที่ดีที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุดคือจุดที่คาบเกี่ยวกันระหว่างงานที่เรารัก+เราทำได้ดี+หาเงินจากมันได้นั่นเอง

Hedgehog-Concept2

ฟังดูง่ายแต่มันอาจจะยากในบางปัจจัย

เช่นเราเองอาจจะเล่นเปียโนแค่พอเป็นแต่รักในดนตรีอย่างยิ่ง แต่ก็ยังขาดทั้งเส้นสายในวงการ รวมไปถึงทักษะด้านดนตรีที่ไม่เพียงพอจะหาเลี้ยงชีพตัวเราได้

กลายเป็นว่าอาชีพนักดนตรีที่เราใฝ่ฝันก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับเราเสียแล้ว

 

อีกกรณีนึง เราอาจจะชอบทำขนม และทำมันได้ดี และมีตลาดสำหรับขนมของเรา

อาชีพนี้ก็จะเป็นส่วนผสมที่ดีของสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่เราทำเงินจากมันได้

ก็อนุมานได้แรงๆ ว่าอาชีพทำขนมนี่แหละที่เหมาะกับตัวเธอที่สุดแล้ว

เจ้าทฤษฎีเม่นนี้เป็นการช่วยตรวจสอบสภาพชีวิตและการงานของเราว่างานที่เราทำอยู่​ (หรือกำลังจะไปทำ) นั้นเหมาะกับตัวเราจริงๆทั้งด้านจิตใจ ทักษะ และด้านพาณิชย์หรือเปล่า

เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการ suffer ย้อนหลังว่าได้งานที่ชอบแต่กินแกลบ หรือได้งานที่ค่าตอบแทนสูงมากแต่เกลียดทุกอย่างที่ต้องทำ

*เกลียดเพื่อนร่วมงานนี่ก็อีกเรื่องนึงนะคะ ว้ายยยยยยยยยยย

เจ้าหมาป่าอาจจะรู้อะไรหลายๆอย่าง ทำให้ไม่รู้ว่าอะไรกันคือสิ่งที่ตัวเองเก่งที่สุด จึงไม่เกิดการพัฒนาและนำไปสู่ความเป็นหนึ่ง

แต่เจ้าเม่นรู้เพียงอย่างเดียว ว่าจะเอาตัวรอดปลอดภัยจากอันตรายได้อย่างไร ไม่คิดเรียนจู่โจมเพราะรู้ว่าสิ่งที่ตนทำเก่งที่สุดคือการป้องกัน จึงฝึกฝนมันจนเชี่ยวชาญ

วันนึงหมาป่าอาจจะหมดความอดทน เข้าทำร้ายเจ้าเม่น แต่กลับต้องเจ็บจากขนอันแหลมคมของเม่นน้อยเสียเอง

คนเราก็เช่นกันค่ะ การรู้อะไรหลายๆอย่างแต่กลับไม่รู้จักตัวเราเองเลย

นานวันเข้า จะต้องย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเสียแน่

งานที่ชอบอาจจะเงินไม่ดี งานที่เงินดีก็อาจจะไม่ใช่ที่ชอบ

ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะถูกใจเราไปหมดเสียทุกอย่าง เลือกงานที่เรารับได้กับทุกจุด

งานที่มีค่าตอบแทนเรามากพอ และผลิตแรงใจที่จะผลักให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ

คิดให้หนักเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องไปคิดหนักตอนที่จะไปบอกเจ้านายว่าจะลาออกค่ะ.

ที่มา: Wisegeek / LifeHacker / Yoprowealth

Comments

comments