พวกเราลงจากคาวาอีเจี้ยนมาถึงตีนเขาประมาณ 7 โมงเช้า ทำการทิปราฟาอีลที่ดูแลพวกเราอย่างดี แล้วโบกมือลาบ๊ายบาย

(Editor Note: วันนี้ #FJSK ได้รับเกียรติจาก #มิตรสหายท่านหนึ่ง (@pitimafriend) มาเล่าเรื่องราวทริปเที่ยวดินแดนหมู่เกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ครับ เป็นตอนที่สอง ขอบคุณครับ 🙂 )

อ่านตอนแรก: ดิส อีส เดอะ เว๊ เค ชั่น ไทม์ : เที่ยวหมู่เกาะชวาตะวันออก (ตอนที่ 1)

ทีโยให้พวกเราขึ้นรถแล้วออกเดินทางต่อ หลับๆ ตื่นๆ ตัวเด้งไปมาตามจังหวะการขับผาดโผนของคนขับรถ ผ่านไปประมาณเกือบสี่ชม.เราก็ถึงเมือง Probolinggo ซึ่งเป็นเมืองที่มีภูเขาไฟโบรโม่อยู่นั่นเอง!

ลงเขาเข้าน้ำตก

คนขับพาพวกเราไปลงที่ Madakaripura Waterfall เราแบบ are you serious? นี่น้องเดินมาตั้งแต่ตีหนึ่งนะคะพี่ อยากพักก๊อนนนน แต่คนขับกับทีโยมิได้สนใจค่ะ จัดแจงจอดรถแล้วเดินลงไป จังหวะที่เดินลงจากรถนั้น จะมีเหล่าบรรดาชายฉกรรจ์มาล้อมรอบขายเสื้อกันฝน และรองเท้าแตะให้ ในราคาอย่างละ 10,000 IDR เราได้แต่บอกว่า “I have I have” เพราะเราเตรียมมาแล้วตั้งแต่ที่ไทย ดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็กลับมาล้อมรอบพยายามอยากให้ซื้ออีกอยู่ดี จริงๆ ถ้าไม่อะไรมากมันก็แค่ประมาณ 30 บาทเอง ใครที่ขี้เกียจเตรียมจากไทย ไปอุดหนุนพวกเค้าหน่อยก็ได้นะ เอาจริงไม่แพงเลย แถมไม่ต้องแบกของไปเยอะแยะด้วย หรือใครที่ไม่อยากซื้อ พอเดินเข้าในบริเวณน้ำตกจะมีให้เช่าเสื้อกันฝนราคา 1,500 IDR (ประมาณ 4 บาท) ใส่เสร็จก็เอามาคืนเค้า ราคาเบาๆ เอาไว้เป็นอีกทางเลือกเนอะ

ตรงหน้าทางเข้าน้ำตกจะเห็นรูปปั้นผู้ชายตัวใหญ่กอดอก เราหาจากในเนต เค้าเป็นกษัตริย์ชื่อ Hayam Wuruk ซึ่งเดี๋ยวไกด์จะเล่าให้ฟังแหละว่าตรงนี้คิงเคยมาอาบน้ำนะ ตรงนี้คิงเคยมานั่งสมาธินะยู พอเริ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จะได้ฟีลของ Jurassic World แบบว่าถ้าไดโนเสาร์จะโผล่มาตอนนี้จะไม่แปลกใจเลอ

batch_S__4882611

เข้าสู่ช่วงน้ำตก น้ำเย็นจะตกโครมๆ ลงมาบนตัว ต้องเดินดีๆ เพราะหินค่อนข้างลื่นอยู่ เดินกันไปจนถึงช่วงที่มีหินกั้นระหว่างน้ำตกชั้นในกับชั้นนอกไกด์ให้เราปีนข้ามหินเข้าไปในด้านในสุดของน้ำตก จะมีบริเวณน้ำลึกประมาณ 20 เมตร ความสวยงามมันจะล่อใจให้เราอยากลงไปเล่นน้ำเพราะงั้นระวังตกกันด้วยนะ ความอลัง มันพลังมาก ได้ยินแต่เสียงน้ำตก เรากับเพื่อนโคตรฟิน ถ่ายรูปเล่นกันอยู่นานเลย
batch_S__4882613batch_S__4882614
batch_S__4882612
จริงๆ ใครที่อยากเล่นน้ำจะไม่ใส่เสื้อกันฝนก็ได้นะ เล่นน้ำแล้วไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำตรงทางเข้าก็ได้ เสียค่าเข้าคนละ 2,000 IDR (ประมาณ 5 บาท)

อิ่มหนำ ฉ่ำใจกับน้ำตกกันเสร็จ ไกด์จะพาเดินมาส่งตรงหน้าทางออก จุดนี้ไกด์จะขอทิป เพราะงั้นเตรียมเงินกันไว้ด้วยนะ ให้กันตามความพอใจเลย

นั่งรถขึ้นเขากันต่อเพื่อไปที่พัก บนเขาอากาศหนาวเย็นมาก หนาวกว่าที่อีเจี้ยนอีก เพราะงั้นควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาให้พร้อมนะ ทั้งบีนนี่ ถุงมือ ผ้าพันคอ ได้เวลางัดขึ้นมาใส่กันล้าววว  แต่ถ้าลืมเอามา ไม่ต้องกลัวไป บนนี้มีขายค่า สนนราคาไม่แพงตามเคย ถุงมือ 10,000 IDR หมวก, 20,000 IDR (ประมาณ 25 – 50 บาท) คิดซะว่าอุดหนุนชาวบ้านละกันเนาะ


 

พักผ่อน นอนยาว ตื่นอีกทีตี 3 ไป Penanjakan Sunrise 1 !

รถจี๊ปจอดเรียงยาวตามไหล่เขา นักท่องเที่ยวหลากหลายชาติมายืนรอดูพระอาทิตย์ขึ้น และดูโบรโม่ระยะไกลกัน ไปเร็วจะได้ที่ดี ไปช้าต้องพยายามสอดแทรกตัวเข้าไปด้านหน้า เพราะที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมาก และฝรั่งแต่ละคนตัวสูงๆ ทั้งนั้น ส่วนเรามันเอเชียตัวน้อยต้องเขย่งดูจนขาเกร็งไปหมด

พระอาทิตย์เริ่มขยับขึ้นโผล่เส้นขอบฟ้ามาทีละเล็กทีละน้อย สี gradient บนท้องฟ้าก็ค่อยๆ ขยับปรับเปลี่ยนไปตามแสงและเวลา การมองท้องฟ้าที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของเรา เหมือนได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงอีกหน่อย ตอนอยู่ในเมืองเราใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่เคยได้ใช้เวลาจ้องมองความเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าว่าสวยงามแค่ไหน การที่ได้มาตั้งใจดูแบบนี้เลยเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีจริงๆbatch_S__4882610batch_S__4882608
batch_S__4882609
พอฟ้าเริ่มสว่าง ได้เวลาเคลื่อนพลไปลุยโบรโม่ เย่!
batch_S__4882607
พี่คนขับรถจี๊ปบอกว่าจะพาเราไปที่ Padang Savana Bromo กันก่อน มันคือบริเวณทางผ่านก่อนจะไปถึงภูเขาไฟโบรโม่ เป็นพื้นที่กว้าง ล้อมรอบด้วยภูเขา เต็มไปด้วยทะเลทรายสีดำผสมกลิตเตอร์ มีหญ้าแห้งๆอยู่เป็นหย่อมๆ คนขับรถจี๊ปจะมาดรอปนักท่องเที่ยวไว้ตรงนี้แป๊ปนึง เพื่อให้โพสท่าเก็บภาพกัน
batch_S__4882606
batch_S__4882600
batch_S__4882598
batch_S__4882605
ได้เวลาฝ่าฝุ่น
อย่างที่บอก พื้นที่แถวนี้คือมีแต่ทราย เพราะงั้นเวลาลมพัดหรือม้าวิ่งที ฝุ่นจะตลบอบอวลมาก จึงควรโน้ตไว้ตรงนี้ว่าอย่าลืมเอาผ้าปิดปากและแว่นตาไปนะ แต่ตามเคย ถ้าลืมก็จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาเดินเร่เข้ามาขายเหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราว่าผ้าปิดปากกันหวัดไม่พอจริงๆ เวลาที่ฝุ่นโดนพัดมาทีมันจะเข้าทุกอย่างที่เข้าได้ ตา หู จมูก ปาก โดนหมด โดยเฉพาะปาก จะรู้สึกถึงทรายเวลาขบฟันตลอดเวลา กรึบๆ กรุบกรับ พยายามหาเป็นผ้าพันคอผืนที่สามารถพันกันได้มิดจะดีกว่า (มาก)
batch_S__4882601
batch_S__4882604
ทางขึ้นเขาจะเป็นบันไดประมาณ 200 ขั้น ซึ่งจะมีทรายกองเต็มอยู่ตามขั้นบันได ตอนเดินต้องระวังลื่นหน่อย
พอขึ้นไปถึงยอดได้ อยากให้ระวังเรื่องกลิ่นซัลเฟอร์ (มาอีกแล้ว) จ้า เวลาลมพัดมาทีนี่อื้อหืมมมม เพราะงั้นจับทางลม หลบกันดีๆนะ
batch_S__4882603
เซลฟี่กับปากปล่องโบรโม่พอเหม็นปากเหม็นคอ แล้วเดินลงลุยฝุ่นทรายกลับไปรถจี๊ป ขับกลับไปที่พัก นอนพักกันยาวๆแจ้
batch_S__4882599batch_S__4882602
กลับไปทำงานที่เรารักกัน
จากโบรโม่ไปสนามบินใช้เวลาประมาณ 3 ชม. ถ้าใครที่มีไฟลท์เช้าอย่างเรา 3 ชม. กำลังดี แต่ถ้าสายกว่านี้อาจจะต้องเผื่อเวลาสำหรับรถติดกันด้วย บางสายการบินอาจจะต้องจ่ายค่าภาษีสนามบินเพิ่ม 150,000 IDR นะ (ประมาณ 380 บาท) แต่ของ Tiger Air จะรวมอยู่ในค่าตั๋วเครื่องบินแล้วเลย สบ๊าย เดินสวยๆ ขึ้นเครื่อง
จบแล้วววววว ทริป East Java ของเรา หมดเงินรวมทุกสรรพสิ่งที่จ่ายไปไม่เกิน 15,000 บาท จะน้อยหรือมากกว่านี้ก็แล้วแต่ราคาตั๋วเครื่องบินที่ได้มา เจอโปรดีนี่สบายตัวไปเลย ถูกใช่มั้ยหล่า ตั้งใจทำงานเก็บเงินแล้วไปเที่ยวกันนะทุกคน!
ใครมีคำถามอยากรู้อะไร พิมพ์ถามกันมาได้นะ เรายินดีตอบ 🙂 ขอบคุณที่อ่านกันมาจนจบค่ะ

“Better to see something once than hear about it a hundred times”

นั่นแหละ อย่าเอาแต่ฟังคนอื่นเล่าว่ามันเป็นยังไง สวยยังไง ดียังไง ไปดูด้วยตัวเองซักครั้งนะ

Comments

comments