ย้อนกลับไปไม่นานมานี้ สมัยตอนผมอยู่ ป. 6
ณ เวลานั้น ดีกรีความเนิร์ดของผมเข้มข้นจนถึงขีดสุด ดังนั้น จึงได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนโรงเรียน ไปแข่งตอบปัญหาวิชาการอยู่บ่อยๆ แต่มีอยู่เวทีนึง ที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม …

รายการนั้นจัดโดยช่องสารคดีที่ฉายทางเคเบิลทีวี เดิมพันใหญ่สุดคือตั๋วเครื่องบินไปทัศนศึกษาถึงสิงคโปร์​ ทีมโรงเรียนของผมก็ฝ่าฝันไปเรื่อยๆ จนทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศ และตอนนั้น ก็เกิดเรื่องขึ้น…
ขณะที่กำลังขับเคี่ยวกับทีมคู่แข่งอย่างสูสี ในที่สุด ก็มาถึงคำถามนี้…

พิธีกรอ่านออกไมค์ … “ศาลอะไรไม่นำความร้อง?”
ฟังปุ๊บ ผมรีบกดปุ่มเพื่อตอบคำถามปั๊บด้วยสัญชาตญาณ “ศาลฎีกาครับ” ผมตอบ (ในใจก็คิดว่า ไม่นำความร้อง = เอาความไปร้องเรียนไม่ได้ = ศาลฎีกาไง มันต้องร้องที่ศาลชั้นต้นดิ)
ทั้งฮอลล์เงียบกริบ พิธีกรมองหน้าผมด้วยสายตาตะลึง จากนั้น เสียงหัวเราะก็ระเบิดดังกระหึ่ม ผมทำหน้างง อะไรของพวกมัน

… จนกระทั่ง พิธีกรทวนคำถามว่า “เอ่อ… ไม่ใช่นะครับ เอาละ อีกทีมจะตอบว่าอะไร กับคำถามที่ว่า สารอะไรไม่นำความร้อน ครับ” … เชี่ย ผมฟังคำถามผิด วินาทีนั้นอายจนแทบอยากจะมุดดินหนีไปอีกขอบโลก … นี่ยังไม่นับนะว่า รายการนี้มันถ่ายทอดไปทั่วประเทศน่ะ! ได้เล่นมุกควายโชว์คนไทยทั้งชาติเลยหรอวะเนี่ย

โชคดี ที่อีกฝั่งก็ตอบผิด และ โชคดีกว่าที่ทีมผมตีตื้นมาจากข้อถัดๆ ไป จนคะแนนมาเสมอกัน และต้องใช้คำถามตัดสิน

พิธีกรอ่านคำถาม “เตรียมตัวนะครับ… ทำไมนกกระจอกเทศถึงบินไม่ได้?”
ในห้วงวินาทีนั้น ผมคิดในใจพลางเอามือกดปุ่ม “ก็แหงดิวะ เพราะมันตัวใหญ่แต่ปี… ตื๊ดๆๆ อ้าวเฮ้ย”
ทีมตรงข้ามกดปุ่มก่อนผมในช่วงอึดใจ และเขาก็ตอบถูก ถีบผมกลับบ้านพร้อมศาลฎีกา

ที่เกริ่นมานานซะขนาดนี้ เพราะวันนี้ ผมได้อ่าน blog นี้ของ Seth Godin ซึ่งช่วยคลายความคาใจจากเหตุการณ์สมัยผม ป.6 ครั้งนั้นได้ หลังจากที่มันติดค้างในใจมานาน

Seth Godin เขาเคยเป็นโค้ชทีมตอบปัญหาของโรงเรียน และเขาต้องใช้เวลาถึงสามสิบปีกว่าจะค้นพบความลับที่จะเอาชนะคนอื่นที่รู้คำตอบเหมือนกัน (เพราะคำตอบที่ถูกต้องจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าคนอื่นกดปุ่มได้)

“เราจำเป็นต้องกดปุ่มก่อนที่เราจะรู้คำตอบ!”

ทันทีที่คุณรู้ตัวว่าคุณน่าจะพอเข้าใจว่าคำถามจะถามว่าอะไร ในชั่วขณะที่คุณกำลังถูกถาม จงกดปุ่มตอบซะ! ในระหว่างตอนที่คุณกดและตอนที่คุณจำเป็นที่จะต้องตอบ คำตอบมันจะมาหาคุณเอง และถ้ามันไม่มา บทลงโทษของการตอบผิดนั้นมันก็เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย เมื่อเทียบกับโอกาสที่คุณมีสิทธิ์จะตอบถูก

สิ่งนี้อาจจะดูแปลกๆ มันฟังดูบ้าบิ่น เพราะจริงๆ แล้ว ที่ถูกต้องคือเราควรจะรอจนกว่าเรามั่นใจได้ว่าเรารู้คำตอบแน่ๆ แล้วค่อยกดปุ๊บ แต่การรอนี่แหล่ะ ที่จะนำไปสู่การที่เราจะไม่กดปุ่ม

สิ่งนี้บอกอะไรเรา… ในช่วงเวลาทำงาน มีหลายต่อหลายครั้งที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลาการตัดสินใจเรื่องงานที่ได้รับ เรื่องโอกาสที่เข้ามา และเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ถ้าเรามัวแต่รอ ค้นหาคำตอบจนกว่าจะชัวร์ วางปุ่มนั่นทิ้งไว้เฉยๆ “เดี๋ยวก่อนน่า” “ยังไม่พร้อม” “จะดีหรอ” ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็จะเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราพอเดาตอนจบได้ … ถ้าปุ่มนั้นไม่ถูกกดอีกเลย ก็เป็นคนอื่นที่เข้ามาแย่งกดปุ่มนั้นไปแทน

ไม่มีนักร้องคนไหนรู้หรอกว่าอัลบั้มของตัวเองจะฮิต ไม่มีเจ้านายคนไหนที่มั่นใจได้ว่าลูกน้องที่จ้างมา ทุกคนจะทำงานดี

สิ่งที่แยกการ “กดปุ่ม” นี้ ออกจากความบุ่มบ่ามไม่คิดหน้าคิดหลัง คือ ประสบการณ์ของการเรียนรู้ (ในสถานการณ์ที่ถูกต้อง)​ ซึ่งการกดปุ่มนี้จะช่วยทำให้คุณทำงานได้ดีขึ้น เจาะลึกในเนื้องานได้มากขึ้น และ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณ

ดังนั้น ต่อไปนี้ เรามา “กดปุ่ม” กันดีกว่า กดปุ่มไปก่อนเลย กดปุ่มเมื่อคุณรู้สึกว่าคุณได้รับโอกาสที่จะทำมัน กด กด กด และ ลุยไปเลย

การลุยกดปุ่มตอบ กดปุ่มตอบ กดปุ่มตอบ เพื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่ดาหน้าเข้ามาในชีวิตของเราไปเรื่อยๆ คือหนทางเดียวที่จะทำให้เรากล้าที่จะทำงานที่ยอดเยี่ยมออกมา

เชื่อผมเถอะ ตอบผิดมันไม่น่าแค้นเท่าโดนคนอื่นตัดหน้ากดปุ่มตอบไปก่อนหรอก
เอาศาลฎีกาเป็นพยานเลย เอ๊า!

อ่านเนื้อหาแบบเต็มๆ ของต้นฉบับได้ ที่นี่ ครับ

Comments

comments