บางครั้งหลังจากคนเราเริ่มทำงานไปพักใหญ่ๆ จนเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ความตื่นเต้นในการได้อยู่ที่ใหม่ๆ จะเริ่มหดตัวลง จนเราเริ่มรู้สึกว่าการมาทำงานมันช่างน่าเบื่อหรือทรมานสุดๆ

ผมเคยเกิดความรู้สึกแบบนี้ช่วงผ่าน 3-4 เดือนแรก ที่เราเริ่มเข้าที่เข้าทางในการทำงานละ ก็จะเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสนุกกับการทำงานเท่าไร

ผมเลยแปลบทความนี้มาฝากกันครับ “15 Proven Tips to Be Happy at Work” จากเวป Inc. เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอามาแชร์กันสักหน่อย

ต้นทางในเว็บ Inc. แต่ละหัวข้อจะมีอ้างอิงถึงผลการวิจัยหรือทดลองด้วย ใครชอบอ่านละเอียดๆลองไปอ่านดูได้ครับ ทางผมจะขอคัดสรุปส่วนเนื้อหามาก็พอเนอะ

มีความรู้สึกการทำงานมีความหมาย (Have a Sense of Meaning)

via GIPHY

เริ่มด้วยข้อแรกที่ยากสุดแต่สำคัญสุด ผมมองว่าถ้าข้อนี้ไม่มีเนี่ย ทำงานให้ตายยังไงก็ไม่มีความสุข

“การทำงานอย่างมีความหมาย” เป็นความรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรและได้ผลลัพธ์อย่างไร มีผลกระทบต่อคนอื่นหรือสังคมอย่างไร

“การทำงานอย่างมีความหมาย” ไม่ได้หมายถึงว่างานที่เราทำอันนี้ต้องเป็นอันที่เราชอบแบบ 100% หรือ Perfect ไปเสียทุกอย่าง แต่เป็นความรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

หยาบๆหน่อยก็คือ “กูทำเหี้ยอะไรอยู่เนี่ย”

อย่าทำงานไปวันๆ ไปเรื่อยๆเพื่อรับเงินเดือน แต่มีจุดประสงค์มีเป้าหมายที่เราอยากจะเดิน และรู้สึกว่าเรามีส่วนร่วมในความสำเร็จของผลงานอะไรบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องใหญ่ ขอแค่รู้ว่าทำเพื่ออะไร แค่นั้นก่อนครับ เช่น เรามีส่วนร่วมกับ Project นี้รู้สึกว่ากำลังทำอะไรเจ๋งๆออกมา หรือ งานที่เราทำเรากำลังช่วยผลักดันองค์กรไปข้างหน้านะ เป็นต้น

ถ้าเราทำได้นอกจากเราจะมีความสุขแล้ว เรายังมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยครับ

สร้าง “รัง” ของตัวเองในที่ทำงาน

via GIPHY

คนเราถ้าไม่นับเวลานอนแล้ว หลายๆคนใช้เวลากับที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้านอีกครับ ฉะนั้นทำไมต้องทำโต๊ะของเราหรือที่ทำงานเราให้น่าเบื่อ ใส่สิ่งที่เราต้องการเข้าไปสิ

ลองตกแต่งโต๊ะทำงาน หรือห้องทำงานของตัวเองดูครับ ให้รู้สึกว่าเราอยู่ในที่ๆเราสบายใจสบายตัวน่าจะดีขึ้น

โต๊ะทำงานที่รายล้อมไปด้วยตุ๊กตาน่ารักๆ อาจจะดีก็ได้นะ

หาเพื่อนซี้ในที่ทำงาน

via GIPHY

หลายคนมักชอบคิดว่าเพื่อนในที่ทำงานมักไม่สนิทมาก แต่ความจริงแล้วเราอาจจะหาเพื่อนที่สนิทกันได้ไม่ยากเท่าที่เราคิด ตราบใดที่เราไม่ปิดกั้นตัวเอง

การมีเพื่อนซี้ในที่ทำงาน จะทำให้เรารู้สึกสนุกเวลาทำงานหรือประสานงานกัน และทำให้เรากล้าพูดอะไรที่ทำให้งานดีขึ้นด้วยครับ

หาเพื่อนในที่ทำงานอาจจะไม่ได้ยากเท่าที่คิดถ้าเราเปิดใจครับ

ยิ้ม

via GIPHY

เรื่องง่ายๆนี่แหละครับ การยิ้มทำให้สมองหลั่งสารนิวโรเพพไทด์ออกมาทำให้เรามีความสุขครับ การยิ้มไม่ใช่การฝืนยิ้มนะครับ แต่คือเป็นการยอมให้ตัวเราเองแสดงออกเมื่อเรามีเรื่องดีๆ

อ้อ การยิ้มยังเป็นโรคติดต่อในที่ทำงานด้วย ถ้าเรายิ้ม คนอื่นก็จะยิ้มง่ายขึ้นอีกด้วยครับ

เอาเรื่องส่วนตัวกองไว้ที่บ้าน

via GIPHY

ส่วนใหญ่บางทีเราไม่มีความสุขกับการทำงานเพราะเราเองเรื่องส่วนตัวเข้ามาปนก็เป็นส่วนสำคัญ เรื่องส่วนตัวนี่แหละครับทำให้เราทำงานไม่เวิร์คแล้วงานจะยิ่งลงเหวไปกันใหญ่

ความเครียดจะยิ่งทำงานให้แย่ลง ฉะนั้นพยายามแยกเรื่องส่วนตัวออกมา แล้วค่อยมาเคลียร์กันอีกทีหลังงานเสร็จดีกว่าครับ

หรือเคลียร์ให้มันจบๆก่อนมาทำงานได้ยิ่งดี

มองเป้าหมายระยะยาว (Future Oriented)

via GIPHY

เราควรจะรู้สิ่งที่เราทำนั้นไปในทางเดียวกับแผนระยะยาวที่เรามอง จะทำให้เราตัดสินใจทำอะไรก็ตามได้ดีขึ้น รวมถึงเราจะพอใจกับผลสำเร็จออกมาได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

คือเหมือนเราจะไม่ว่อกแว่กและรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่กำลังนำไปสู่อะไร

ในขณะที่ถ้าทำงานที่ไปคนละทางกับสิ่งที่เรามอง จะทำให้เราไม่รู้สึกสนุกกับมันครับ เหมือนฝืนๆอะ

พูดขอบคุณ

via GIPHY

การทดลองของ Harvard กับ Whaton บอกว่า “การได้รับความรู้สึกขอบคุณจะทำให้รู้สึกว่าเรามีคุณค่า และจะทำให้เรามีพฤติกรรมที่ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น”

การพูดขอบคุณไว้ก่อนไม่ใช่เรื่องเสียหาย และจะทำให้เราได้สิ่งดีๆกลับมาครับ

แต่ก็ต้องเลือกที่จะขอบคุณเหมือนกัน อย่าขอบคุณพร่ำเพรื่อนะครับ

พักหายใจสักนิด

via GIPHY

การทำงานติดๆกันโดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศการที่เราจะเหนื่อยจนเพลียไม่ใช่เรื่องแปลก ควรจะมีนิสัยพักสั้นๆสักนาทีก่อนที่เริ่มงานถัดไป

การพักสั้นๆจะช่วยลดความเครียดเรา และให้ทำงานกับคนอื่นได้ดีขึ้นด้วยครับ

การพักหายใจสักนิดนั้นรวมถึงการที่เราทำงานใหญ่ติดๆกัน เราควรจะลาไปเที่ยวหรือไปพักผ่อนบ้างเหมือนกัน พวกนี้จะช่วยให้เราสุขภาพดีขึ้น รวมถึงระบายความเครียดได้เยอะก่อนที่จะมีพลังมาเจองานใหญ่ถัดไป

การพักผ่อนนั้นจะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้นโดยรวมด้วยครับ ไม่ใช่การเสียเวลาหรอก

กินของดีๆ และหมั่นดื่มน้ำเสมอ

via GIPHY

การได้กินของที่ดีต่อสุขภาพ และหมั่นดื่มน้ำจะทำให้เรารู้สึกสดชื่นไม่พอแล้ว ยังกระทบต่อทัศนคติหรือระบบการคิดในการทำงานของเราอีกด้วย

ทางเนื้อหาต้นทางแนะนำว่า แทนที่จะกินอะไรสำเร็จรูปตอนกลางวัน ลองกินอาหารที่มีโยเกิร์ต หน่อไม้ฝรั่ง น้ำผึ้ง หรือมะเขือเทศเล็กก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

อ้อ การกินอาหารที่ไม่หวานเกินไป จะช่วยไม่ให้เราปวดหัวหรือเมื่อยล้า และทำให้เรามีสมาธิดีขึ้นด้วยล่ะ

ทำชีวิตให้มีระเบียบ (Get Organized)

via GIPHY

การจัดเตรียมสถานที่ทำงานหรือโต๊ะให้ดีนั้น ส่งผลต่อการทำงานที่ดีขึ้น และส่งผลทำให้มีความสุขเพราะได้อยู่กับสภาพแวดล้อมที่จะสะอาดสะอ้านด้วยครับ

การที่โต๊ะทำงานรกมากจนหาอะไรลำบากจะทำให้เราหงุดหงิดเวลาต้องใช้ของๆนั้นโดยใช่เหตุครับผม

อย่าทำหลายๆอย่างพร้อมกัน (Don’t Multitask)

via GIPHY

แม้ว่าหลายคนจะเชื่อว่าการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันจะทำให้งานออกมาเร็ว แต่ที่จริงแล้วเราเสียเวลามากกว่าทำทีละอย่างให้เสร็จด้วยซ้ำ

การทำงานหลายอย่างทำให้สมาธิสั้นลง รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ก็จะหายไปเช่นกัน

การทำ Checklist เพื่อคอยดูว่าจะทำอะไรก่อนหลัง แล้วยังเหลืออะไรเป็นตัวเลือกที่ดีครับ

ยอมรับคนอื่นในสิ่งที่เขาเป็น

via GIPHY

คนเราเปลี่ยนกันไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนทัศนคติของเราในการมองคนๆนั้น อย่าให้บุคลิกหรือการกระทำของคนอื่นมามีอิทธิพลเหนือเราเป็นเคล็ดลับที่สำคัญเลย

อารมณ์เสียจากคนอื่น เรียกช่างมาได้สองคนครับ คนแรก “ช่างมัน” แต่ถ้าไม่หายก็เรียกช่างที่เก่งกว่า “ช่างแม่ง”

ลุกขึ้นเดินไปมาบ้าง

via GIPHY

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาให้นั่งอยู่กับที่ท่าเดิมนานๆครับ หาเวลาซักพักระหว่างงานเดินไปไหนมาไหนบ้าง ถึงแม้คุณจะออกกำลังกายเป็นประจำ แต่การขยับออกจากท่าเดิมๆเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

การเดินจะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น และหลุดกับความเครียดจากงานด้วยครับ

ให้รางวัลตัวเอง

via GIPHY

ไม่ว่าจะออกไปหาอะไรกินกับคนสนิท ซื้อของเล่นใหม่ๆ หรือกิน การให้รางวัลตัวเองเวลาได้ทำอะไรสำเร็จบางอย่างเป็นสิ่งที่ควรทำ

การเตรียมตัวที่จะมีความสุขจากการได้รับรางวัล ก็ทำให้เรามีความสุขระหว่างทางอีกด้วย

ทบทวนเรื่องในแต่ละวัน (Reflect on the day)

via GIPHY

ในแต่ละวันเราควรทบทวนด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น เราทำงานหนักไปเพื่ออะไร ลองคิดทบทวนในแต่ละวันแล้วดูว่าเราได้คำตอบที่เจ๋งๆยังไงบ้าง

ถ้าเรารู้คำตอบแล้วลองบันทึกคำตอบนั้นไว้ในสมุดหรือมือถือใกล้ๆตัวไว้ เวลาเราท้อหรือเหนื่อยและเริ่มสับสนว่า “กูทำเหี้ยอะไรอยู่เนี่ย” หยิบมันขึ้นมาดู มันจะทำให้เรารู้สึกถึงความสุขที่ได้คำตอบตอนนั้นออกมาครับ

อย่าลืมว่าความสุขในที่ทำงานนั้น มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ละคนมีวิธีบริหารความสุขไม่เท่ากัน ลองนำไปปรับใช้ดูละกันนะครับ

Comments

comments