“อยากเป็นอย่างคนนู้น” “อยากทำได้แบบคนนี้” “อยากมีชีวิตแบบคนนั้น”
มั่นใจได้ว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนต้องเคยพูดอะไรถึงไอดอลของตัวเอง (ผมก็เป็น แหม่)

(disclaimer: บทความชิ้นนี้นำมาจาก #FJSK 1.0 ซึ่งเขียนโดย @GeekJuggler และขออนุญาตรีไรต์บางส่วนเพื่อความเหมาะสมกับกาลเวลาครับ / บทความนี้ทดลอง embed GIF animation แบบ HTML5 EMBED ลองดูนะครับว่าเปิดกับมือถือแล้วจะเป็นยังไง) 

ต่โลกของความเป็นจริงก็รู้ๆ กันอยู่ว่า เราทุกคนคงไม่สามารถเป็น “คนพิเศษ” ในสังคมหรือสายงานได้หรอก แถมบางทีพอคิดมากไป ว่าทำไมเราถึงไปอยู่จุดนั้นไม่ได้ ก็พาลจะปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ไม่สบายใจไปเสียเปล่าๆ  ไม่ต้องแปลกใจที่คุณจะคิดแบบนี้ เพราะมันอยู่ในสายเลือดของเรา เพราะทฤษฎีวิวัฒนาการได้สั่งสมไอเดียในการเอาชีวิตรอดที่ว่า “ถ้าเป็นคนธรรมดาๆ คุณจะอดตาย” มาให้เราตั้งแต่อดีตชาติแล้ว

ถ้าหากคุณกำลังสับสนในชีวิต ว่าเอายังไงดีวะ อยากเป็นที่หนึ่ง แต่ก็รู้ว่าไม่ได้ ฉันคงจะต้องปล่อยวาง อย่างนั้นหรือ อย่าเครียดไป ผมมีบทความจากFastCompany กับ 4 เหตุผลดีๆที่จะมาบอกทุกคนว่า

“เป็นคนธรรมดาๆ ดีที่สุดแล้ว!”

1 คุณจะมีความสุขมากกว่า

ลองนึกภาพว่า คุณเป็นนักชิมลิ้นทองคำ แต่ต้องไปกินข้าวแกงกากๆ ข้างทางเพราะเพื่อนชวน คุณจะรู้สึกยังไง

ใช่ครับ คงกระอักกระอ่วนกับข้าวไข่ดาวแห้งๆ หมูเยิ้มๆ ผักเหี่ยวๆ อย่างแน่นอน
แต่ถ้าคุณเป็นคนธรรมดา ก็คงมาแนว “อะไรก็แxกได้” สบายๆ ทำใจกันไป

เห็นรึยังครับ คนธรรมดาที่ยอมรับความกลางๆ ของตัวเองได้ก็จะมีความสุขมากกว่าคนที่เป็นที่สุดของสังคมที่แสวงหาความยอดเยี่ยมเพอร์เฟ็คท์ตลอดเวลา เพราะแทนที่เราจะต้องมานั่งมองว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา ไหนจะจ้องจับผิดอีก เราก็ใช้ชีวิตแบบเอาตัวเองสบายๆ ซึ่งส่งผลต่อการมีคุณภาพความสุขในชีวิตที่พุ่งปรี๊ดกว่านั่นเอง

2 คุณจะสามารถทำผลงานได้สม่ำเสมอกว่า

เคยได้ยินเรื่อง “อาถรรพ์ภาคต่อ” ไหมครับ เช่นศิลปินหรือผู้กำกับที่ทำงานชิ้นแรกไว้ดีมาก แต่ผลงานชิ้นต่อมากลับเละไม่เป็นท่า เพราะผู้คนคาดหวังว่ามันจะต้องดีเทียบเท่าหรือดีกว่า แน่นอนว่าพวกเขาก็คงกดดัน จนมีผลให้งานงานที่ออกมาออกทะเลไปเลย ซึ่งหลายๆ คนพอเจออาถรรพ์นี้เข้าไปถึงขั้นพาลเลิกทำงานด้านนั้นไปอีกเลย

เช่นกันกับชีวิตการใช้ชีวิตของเราครับ คนกลางๆ จะมีความพึงพอใจกับความคงที่สม่ำเสมอในชิ้นงานมากกว่า ส่งผลให้สามารถทำงานได้อย่างยั่งยืนและรักษาระดับผลงานในระยะยาวได้ดีกว่า เพราะเราไม่มองหาความยอดเยี่ยมสุดๆ ไม่แคร์อารมณ์แบบ “ไม่ทำให้ดีที่สุด ก็จะไม่ทำ” อะไรทำนองนี้ (และคนจำพวกนี้บางทีก็รอนานหลายๆ ปีกว่าจะปล่อยผลงานออกมาจนคนลืมไปหมดแล้ว)

3 คุณมองหาความพึงพอใจได้ง่ายกว่า

สมัยมัธยม มีเพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็นคนเก่งเลขมากๆ แต่มาวันหนึ่ง เขาเจอคนที่เก่งกว่ามาประชันเขา และเอาชนะเขาไปได้ในการสอบ เพื่อนผมคนนี้ถึงกับช็อคและเคว้งไปหลายวันเลย ฟิลลิ่งเหมือนโดนกระชากเข็มขัดแชมป์เวทีมวยโลกก็ไม่ปาน

เมื่อคุณยอมรับว่าชีวิตคนกลางๆ เนี่ย ความผิดพลาดในชีวิตมันเกิดขึ้นได้เสมอ คุณก็จะใช้ชีวิตได้ง่ายกว่าเยอะ ไม่ต้องไปกลัว ไปกังวลเหมือนกับพวกท็อปๆ ที่ความผิดพลาดครั้งเดียว อาจะหมายถึงหน้าตาหน้าที่การงานที่อาจดับสูญไปตลอดกาล เราทุกคนมีจุดอ่อนตามธรรมชาติที่ต่อให้พยายามให้ตายขนาดไหน เราก็ผ่านมันไปไม่ได้หรอกครับ สิ่งที่ดีที่สุดคือการยอมรับข้อจำกัดของตัวเองนี่แหล่ะ

4 คุณจะมีชีวิตที่สมดุลกว่า


ทุกคนคงน่าจะรู้จักลุงจิโร่ เจ้าของร้านซูชิมิชลินสามดาว ผู้ซึ่งทำซูชิมาตลอดชีวิตนะครับ (ถ้าไม่รู้จักนี่เอ้าท์มาก ควรไปหาหนังของเขามาดูด่วน) เคยสงสัยไหมครับ ว่าถ้าวันนึงลุงแกเบื่อๆ อยากลองไปเรียนและเปิดร้านส้มตำขึ้นมาจะได้ไหม?

ทุกคนคงรู้คำตอบดีนะครับ นี่แหล่ะคืออีกปัญหาของคนเก่งที่โดดเด่นไปในด้านใดด้านหนึ่งแบบสุดทาง เพราะพวกเขาจะมุ่งความสนใจเฉพาะทางของเขาไปเรื่อยๆ และ มุ่งไปในที่ที่ได้รับเสียงตอบรับจากคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น คนกลางๆ จึงรู้สึกมีความสมดุลในชีวิตมากกว่า เพราะชีวิตไม่ต้องไปโฟกัสแค่เรื่องเดียวที่ตัวเองเก่งไปตลอด แถมก็จะมีความกล้าในการที่จะได้ลองอะไรใหม่ๆ มากกว่าที่จะต้องทำในสิ่งเดิมๆ ที่ตัวเองได้รับเสียงชื่นชม

ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้แปลว่าการเป็นที่หนึ่งมันไม่ดี แต่เป็นอีกด้านของชีวิตที่คนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ต้องเผชิญหน้าและอยู่กับมัน

สายงานที่ผมเรียนมา เขาบอกต่อๆ กันมาว่าเรียนออกมาเป็น “เป็ด”
คือจะว่ายน้ำก็ได้ จะบินก็ได้ จะวิ่งก็ได้ แต่ไม่สุดสักทาง

แต่จริงๆ แล้ว เป็ดแบบผม ก็มีความสุขได้โดยไม่ต้องอยากจะเป็น เหยี่ยว หรือ ปลา
แค่ลองปรับความคิดของเราดูครับ

Comments

comments