คุณมีความฝันไหมครับ? อีก 5 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายอะไรในชีวิต?
จะดีแค่ไหนถ้ามีทั้งเงินทั้งเวลา? อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้ มี passive income เข้ามาตลอดชีวิต?

(disclaimer: บทความชิ้นนี้นำมาจาก #FJSK 1.0 ซึ่งเขียนโดย @Geekjuggler และขออนุญาตรีไรต์บางส่วนเพื่อความเหมาะสมกับกาลเวลาครับ)

เมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้าที่จะเริ่มเขียน entry นี้ ผมเพิ่งไปนั่งฟังประโยคเหล่านี้มาครับ
แน่นอนว่า อะไรประมาณนี้เราคงไม่ได้พูดกับเพื่อนทั่วไป… เดากันถูกแล้วครับ ขายตรงหรือ MLM นั่นเอง
(และที่ถูกต้องกว่าคือโดนหลอกไปฟังโดยญาติครับ แค้นตรงนี้)

มั่นใจว่าชาว First Jobber หลายคนน่าจะเคยเจอวลีขายฝันแบบนี้มาแล้ว
ทั้งจากตัวเอง ทั้งเพื่อนบอก หรืออ่านจาก Pantip

ซึ่งบางครั้ง มันไม่ใช่แค่ขาย แต่เป็นการตื๊อ ตามติด ประกบ บลาๆ อะไรทำนองนี้

ดังนั้น วันนี้ขอแนะนำ ทริคแอนด์ทิปง่ายๆ ในการเอาตัวรอดจากการเจอคนมาชวนทำขายตรงครับ

1.  ถามก่อนได้เปรียบ
โดยทั่วไป มักจะมีการสอนกันในหมู่สมาชิกว่า พยายามอย่าชวนคนใกล้ตัว ให้ลองชวนคนที่อยู่ไกลไปอีกสเต็ป เช่น ญาติห่างๆ ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็นสิบๆ ปี หรือ ไม่ก็ เพื่อนที่เคยนั่งข้างกันสมัย ป. 5
ทุกครั้งที่คุณได้รับโทรศัพท์จากบุคคลเหล่านี้ พร้อมบอกว่า
“ไม่เจอกันนาน คิดถึงว่ะ มาหาไรกินกันมั้ย”
เพื่อความสบายใจ ขั้นแรกง่ายๆ ลองถามไปก่อนเลยครับ

ถ้าเป็นคนตลกเฮฮา ก็อาจจะลองหยอดมุกเบาๆ – “เฮ้ย โทรมาแบบนี้ ชวนไปทำขายตรงป่าวว้า~ ”
หรือ ถ้าเป็นสายโหด ก็อาจจะปล่อยหมัดฮุคไปว่า – “ถ้าจะชวนไปทำขายตรง มึงวางสายเลย”

อะไรทำนองนี้
อย่างน้อยก็ถือเป็นการออกตัวกลายๆ ว่าไม่สนใจทำงานประเภทนี้ครับ

 

2. ส่องก่อนได้เปรียบ
ถ้าหากคุณเจอสเต็ปที่ปฏิเสธไม่ได้ เช่นญาติผู้ใหญ่หรือคนที่ค่อนข้างใกล้ชิด ต้องออกไปเจอหน้ากันจริงๆ
อีกหนทางหนึ่งที่สามารถใช้รับมือได้คือลองไปสายกว่าเวลานัดสักนิด เพื่อสังเกตรูปการณ์ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ลองส่องๆ เข้าไปในร้านว่าเขามาคนเดียว หรือมากับคนแปลกหน้าหลายคน (ที่จะมาเป็นทีมช่วยบิ๊วเรา แต่ทว่า บางทีพวกเขาก็นั่งแยกกัน) หรือถือแฟ้มหน้าตาประหลาดๆ ชื่อคุ้นๆ รึเปล่า
ถ้ามั่นใจว่า เข้าไปโดนแน่ ก็อาจจะลองชิ่งแบบเนียนๆ โดยการโทรเข้าไปบอกเขาว่า
“มีธุระด่วน” “งานเข้า เจ้านายเรียกให้อยู่ต่อ” “ติดละครเดี๋ยวไปดูไม่ทัน”  หรือ “หมาที่บ้านโทรมาบอกว่าคิดถึงมากต้องไปหา” เป็นต้น

 

3. ปฏิเสธก่อนได้เปรียบ
ถ้ายังไง๊ ยังไง ก็ดันต้องเข้าไปนั่งฟังจนได้ ตามสเต็ปทั่วไปของการชวนขายตรง มันจะมีช่องให้เราสวนอยู่ครับ
ตามธรรมเนียบปฏิบัติ มันจะต้องมีการพูดคุยสร้างความสนิทสนมกันก่อน เช่น เป็นใคร มาจากไหน บลาๆ (ตรงนี้น่ากลัวครับ เคยมีพี่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ในหลักสูตรของพวกนี้ มันจะมีการสอนอย่างจริงจัง เช่น ถ้าไปคุยกับผู้ชาย ลองจำชื่อนักบอลหรือทีมบอลซักสองสามคน หรือ ถ้าไปคุยกับผู้หญิง ลองจำชื่อดาราหรือซีรีส์ที่กำลังมาแรง เพราะจะได้มีเรื่องคุยกัน)

ทีนี้ มันจะต้องมีคำถามภาคบังคับครับ ว่า “เคยได้ยินหรือเคยโดนชวนมาทำธุรกิจเครือข่ายไหม”
จังหวะนี้แหล่ะ โอกาสยิงหมัดของเรามาแล้ว มาลองดูตัวอย่างจากของจริง(ที่ผมพูดแบบนี้จริงๆ ) กันครับ

พี่คนชวน: น้องเคยได้ยินเรื่องธุรกิจเครือข่ายบ้างไหมครับ
ฉัน: เคยครับ
พี่คนชวน: คิดยังไงครับ
ฉัน: เกลียดครับ ไม่ชอบ
พี่คนชวน: ทำไมล่ะครับ บลาๆๆๆ (ไถลไปเรื่องอื่น)

หลังจากช็อตนี้พี่เขาก็ไม่ค่อยคุยกับผมอีกเลยฮะ หันไปเล็งน้องชายที่โดนหลอกให้มาด้วยกันแทน (ฮา)

 

4 สนุกกว่าได้เปรียบ
ถ้ายังหาช่องเพื่อปฏิเสธไม่ได้หรือไม่กล้าพอ (หรือแบบผม คืออยากนั่งฟังเล่นๆ ว่าเขาจะขายอะไร)
สเต็ปต่อมาของพวกเขาจะเป็นการขายฝันตามประโยคที่เกริ่นมาข้างต้น แล้วก็เสนอผลิตภัณฑ์สารพัดอย่างที่เขาจะมีมาให้เราเอาไปใช้
แน่นอนว่าสินค้าท็อปฮิตของเหล่าคนขายตรงจะต้องเป็นพวกเครื่องเสริมความสวยความงามสารพัดแบบ และจะมีอะไรจูงใจเรามากไปกว่าภาพ before-after ของผู้ใช้จากทั่วทุกสารทิศอีกล่ะ

ความสนุกอยู่ที่ตรงนี้ครับ
เพราะภาพที่เขาเอามาโชว์ มันไม่เนียน นั่นเอง
ผมจึงนั่งฆ่าเวลาโดยการจับผิดสารพัดภาพที่เขาเอามาแสดงสรรพคุณทั้งหลายทั้งแหล่
เช่น หน้าเรียวเล็กลงทันตาเห็น (… ผมว่าคางพี่เบี้ยวๆ นะ) หน้าเนียนสิวหาย (ท่าทางพี่จะใช้หลายแอปนะ เนียนกิ๊งเชียว) ฉีดแล้วหน้าเด้งมาก (เออครับ รูปแรกพี่ถ่ายช้อน รูปหลังพี่ถ่ายกดมันก็ต้องเล็กดิวะครับ) นี่ยังไม่รวมถึงรูปที่เขาหามายังมีลายน้ำเว็บขายครีมนู่นนี่นั่นพาดอยู่บนรูปอีกนะ
ดูไปก็แอบขำไปในใจ ว่า “แหม่ ทำไปได้”
แต่ถ้าเขามาขายจำพวกปุ๋ย หรือ อย่างอื่น ข้อนี้ก็คงจะไม่มีให้ทุกคนได้ร่วมสนุกนะครับ

 

5. ใจแข็งกว่าได้เปรียบ
ต่อจากเสต็ปโชว์ของ ก็จะเป็นสเต็ปโชว์ฝัน หรือ โมเดลการหาเงินนั่นเอง
(ตอนแรกบอกไม่ต้องชวนคนนะ แต่ถ้าขายอย่างเดียวทั้งชาติก็จะไม่ได้เงินหรอกครับ แหม่)

ทีนี้เนี่ย แต่ละเจ้าก็จะมีโมเดลทำเงินของตัวเองที่แตกต่างกันไป
ตัวเลข เปอร์เซ็นต์ นู่นนี่นั่น ชวนแค่สองคน แล้วให้ที่เหลือไปชวนคนอื่นต่อ บลาๆๆ
ซึ่งถ้าไปด้วยใจกลางๆ ก็อาจจะมีเคลิ้มได้กับตัวเลขมหาศาลที่อยู่ตรงหน้า

แต่ทว่า เขาไม่ได้บอกรายละเอียดปลีกย่อยให้คุณฟังครับ
เช่น ต้องมียอดซื้อเท่าไรถึงจะสามารถรับเงินส่วนนี้ได้
ดาวน์ไลน์​ (หรือชื่ออื่นๆ ตามแต่จะตั้ง) ต้องมียอดไม่ตกลงไปกว่าเดิมนะ
สมาชิกมันไม่ได้หาง่ายประหนึ่งกับการเขียนให้ดูบนกระดาษนะ
หรือ เงินของเดือนนี้ไม่ได้เดือนนี้ แต่จะได้ในอีกสองเดือนข้างหน้า ถ้ายอดตกก็อดได้เงินนะจ๊ะ

นอกจากนี้ จะยังมีแรงบิ๊วอีกสารพัดสารเพ
เช่น จากตอนแรกที่เกริ่นเรื่องความฝัน ก็อาจจะเบนเข็มไปที่การทดแทนคุณพ่อแม่ เรื่องการกตัญญู หรือไม่ก็ ให้คนในทีมที่พึ่งมาทำ มาเล่าให้ฟังว่า ทำมาได้ห้าวันเอง แต่เข้าไปฟังนี่เปลี่ยนชีวิตพี่มากนะ (แต่ท่าทางของพี่โคตรโปรเลยครับ แหม่) อะไรทำนองนี้

ตบท้ายตามตำรา คือการชวนคุณไปฟังสัมนาเรื่องสินค้าและการขาย (แน่นอนว่าเสียตัง)
พร้อมทิ้งท้ายว่า ถ้าอยากได้อะไรมันก็ต้องมีการเสี่ยง มีการออกจาก Comfort Zone กันบ้าง

แต่ท้ายที่สุด ถ้าหากคุณไม่ได้สนใจในการทำธุรกิจประเภทนี้จริงๆ ก็ขอให้ใจแข็ง
ปฏิเสธว่า “ไม่” ลูกเดียว พวกเขาก็ทำอะไรคุณไม่ได้แล้วครับ

 

ท่าลับ ขายก่อนได้เปรียบ
สำหรับคนที่มีเวลาว่าง อยากจะลองเกรียน และมั่นใจว่าต้องไปโดนชวนขายตรงแน่ๆ  ขอแนะนำให้ใช้ท่าลับอันนี้ครับ
ก่อนไปเจอคนนัด ลองไปหาโบรชัวร์ หรือ ปรินท์เอกสารหน้าเว็บของบริษัทขายตรงซักสองสามเจ้าติดกระเป๋าเอาไว้
และเมื่อยามที่คุณโดนเปิดบทสนทนาว่า สนใจในธุรกิจเครือข่ายไหม
ตอนนี้แหล่ะครับ ควักเอกสารขึ้นมากาง พร้อมบอกไปเลยว่า

“ตอนนี้ผมทำเจ้านี้อยู่อ่ะครับพี่ สนใจไหม เนี่ย ซื้ออันนี้ไปใช้ก็ดีนะ ฯลฯ”

เพียงแค่นี้ มั่นใจได้เลยว่าเขาจะไม่มากวนใจให้คุณเห็นอีกตลอดกาลครับ

สุดท้ายนี้ ก็อยากจะบอกว่า บทความชิ้นนี้ไม่ได้บอกว่าขายตรงมันไม่ดี (คนประสบความสำเร็จก็มีเยอะ คนใกล้ตัวก็มี) เพียงแต่ต้องการให้เป็นคู่มือฉุกเฉินเอาไว้รับมือนักขาย​ (หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก) ที่ไม่ตรงไปตรงมากับเราๆ ครับ
ถ้าหากว่าใครมีประสบการณ์รับมือแบบแสบๆ ลองมาแลกเปลี่ยนกันที่คอมเมนต์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ

ปล. ถ้าหากใครอยากรู้ว่างานสัมมนาของขายตรงมีอะไรบ้าง สามารถบริจาคค่าเข้าไปนั่งฟังให้ผู้เขียนได้ที่หลังไมค์ฮะ

Comments

comments