ครๆ ก็รู้ว่าภาษาอังกฤษนั้นสำคัญขนาดไหนในโลกไร้พรมแดนอย่างทุกวันนี้
แต่ทั้งๆ ที่รู้แบบนี้ แต่ก็มีหลายคนที่ยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นเก็บเลเวลภาษานี้ยังไงดี
บ้างก็บอกว่ายาก บ้างก็บอกว่าน่าเบื่อ แต่เชื่อเถอะ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น วันนี้เลยมาขอแชร์วิธีที่ทำแล้วได้ผลของตัวเอง ให้เพื่อนๆ ได้ลองเอาไปใช้ดูกันบ้าง

Are You Ready 3…2…1 !

1. เริ่มจากสิ่งที่เรารัก
สมัยเป็นเด็กเกรียน ผมเป็นติ่งวงนึงอย่างสุดใจขนาดดิ้นครับ …. วงดนตรีร็อคสุดเท่ ณ เวลานั้น นามว่า Linkin Park
แน่นอนว่า สิ่งที่โชว์ว่าเราเป็นแฟนตัวจริงของวงนี้ได้ คือ การร้องแร็ปเพลง In The End ตามพี่ไมค์ ชิโนดะให้ได้

ดังนั้น ผมเลยต้องปรินท์เนื้อเพลงเพลงนี้มานั่งดู นั่งอ่านที่โรงเรียน
พอร้องได้ ก็เริ่มสงสัยว่า เฮ้ย… ที่มันออกจากปากเราเนี่ย มันแปลว่าอะไรวะ ก็เลยเริ่มหาดิคชั่นนารีมานั่งแปลเนื้อเพลง จนสุดท้ายก็ลามไปเพลงอื่น วงอื่นต่อไปเรื่อยๆ

ถึงจะไม่ได้ช่วยอะไรมากในตอนนั้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการได้รู้คำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา
และไม่ใช่แค่เพลง ผมเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการเล่นเกม เล่นการ์ดเกม อยากรู้ว่าแปลว่าอะไร ไหนลองหาความหมายมันดู อ๋อ คำนี้แปลว่าแบบนี้เพราะเดาจากภาพของการ์ด อะไรแบบนี้

พอเราเรียนจากสิ่งที่เรารัก เราก็จะมีความสุขในการเรียนต่อไปเรื่อยๆ
ดังนั้น ใครรักอะไร ก็ลองเริ่มเรียนภาษาอังกฤษจากสิ่งนั้นดู
แปลเนื้อเพลงของ Maroon 5 หรือ ศึกษาคำศัพท์จาก Game of Thrones ชอบทางไหน ก็เริ่มเลย

 

2. พาตัวเองไปสู่สถานการณ์ที่บีบบังคับ
จากข้อ 1 ในตอนนั้น ผมเล่นการ์ดเกม Magic the Gathering อยู่ เลยไปหาหนังสือนิยายของมันมาอ่าน
ชาตินี้ทั้งชาติ ไม่เคยแตะนิยายภาษาอังกฤษเลย แต่ก็เดินเข้าคิโนะ (คิโนะคุนิยะ ร้านหนังสือ — ทีมงาน) ไปสอยมาหนึ่งเล่ม

… ทีนี้ล่ะครับ เงินก็จ่ายแล้ว 350 บาท (มั้งจำไม่ได้ละ) ถ้าไม่อ่านนี่เหมือนเอาเงินไปเผาเล่น
ก็เริ่มต้นชีวิตการอ่านภาษาอังกฤษในตอนนั้นเลยแหล่ะครับ อ่านไป เปิดดิคฯ ไป ตะกุกตะกักใช้ได้
คิดแต่ว่า ซื้อแล้วนะเหวย เปลืองนะเหวย จนสุดท้ายก็อ่านจนจบได้
จบปุ๊บ เลิกกลัวหนังสือภาษาอังกฤษปั๊บเลย

พอถึงทางตัน พลังแฝงในตัวเราๆ ท่านๆ ก็จะโผล่ออกมา
เนื่องด้วยหาบทความเรื่องการถ่ายภาพหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภาษาไทยไม่ค่อยจะได้ หรือ หนังสารคดีเจ๋งๆ ก็ดันมีแต่ซับอังกฤษ สิ่งเหล่านี้จึงบีบบังคับให้ผมต้องใช้ภาษาอังกฤษไปโดยปริยาย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ใครหลายคนเลือกการลงเรียนภาษาเป็นการบังคับตัวเอง
แต่ผมผู้ซึ่งไม่มีเงิน (บวกงก) เลยเลือกบังคับตัวเองด้วยวิธีนี้แทน
หรือ ถ้าซอฟท์ลงมาหน่อย อะไรที่ตั้งภาษาได้ หรือ เลือกอ่านบทความ ลองเลือกเป็นภาษาอังกฤษดู​
ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เดี๋ยวมันก็ได้เอง

3. คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกฟังก์ชั่นของ Facebook เพื่อจะเล่นเฟซเป็น
ฉันใดก็ฉันนั้น ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ขอแค่ใช้บ่อยๆ มันจะคล่องขึ้นเรื่อยๆ
ออกตัวก่อนว่าผมเองอ่านกับฟังนี่พอได้ แต่ เขียนกับพูดเนี่ย ตะกุกตะกักมาก
อาศัยการเอามาใช้เท่าที่พอจะมีโอกาสอำนวย ก็ค่อยๆ เข็นกันไป

แต่ก่อน ผมชอบไปสิงสถิตย์อยู่แถวสวนสันติชัยปราการ ท่าพระอาทิตย์ ที่ชอบมีฝรั่งมานั่งแฮงค์เอาท์กัน
มีพี่คนหนึ่งบอกกับผมว่า

“เวลาเราพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเขาก็พยายามจะทำความเข้าใจเรา เหมือนกับเวลาที่เขาพูดภาษาไทย แล้วเราพยายามเข้าใจเขานั่นแหล่ะ”

ขอแค่กล้าที่จะใช้ ก็เป็นการสตาร์ทการฝึกภาษาที่ดีแล้ว

ดังนั้น ช่วงนี้เวลาไปเจอเพื่อนชาวต่างชาติ ผมก็จะเริ่มพูดกับเขามากขึ้นมากกว่าที่จะเป็นแค่ฝ่ายฟังอย่างเดียว
บางทีก็พ่นรัวติดขัด แกรมมั่วผิดๆ ถูกๆ ก็ขอเขาเริ่มพูดประโยคนั้นใหม่ เขาก็ยิ้มๆ พยายามนั่งฟังเรา
เห็นไหมล่ะ พูดผิดหลักไวยากรณ์ คำศัพท์มั่วๆ ก็ไม่ตายสักหน่อย เขาก็เข้าใจน่า

ใครที่ไม่รู้จะเริ่มลองใช้ยังไง ขอแนะนำวิธีการที่ผมชอบใช้ครับ
นั่นคือการไปช่วยบอกทางให้ฝรั่งที่กำลังทำท่าหลงทางอยู่ นอกจากจะได้เรียนรู้แล้ว ยังได้ทำความดีต่อนักท่องเที่ยว เป็นเจ้าบ้านที่ดีอีกด้วยนะเออ

– – –

ทั้งหมดนี้คือก้าวแรกสู่การเริ่มต้นเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผม ที่ตอนนี้ มันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากๆ กับชีวิต (แต่ก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะะะะะะะะะ)

เพื่อนๆ คนอื่น ถ้ามีวิธีเรียนภาษาอังกฤษแบบมันส์ๆ ในฉบับของตัวเอง ก็มาแชร์กันได้ที่ช่องคอมเมนต์เลยจ้า

แทงคิ้ว เวรี่ มัช!

Comments

comments