“ตัน!!” ผมไม่ได้กล่าวถึงผู้ใหญ่ใจดีประจำประเทศไทย แต่เป็นอาการที่ผู้ประกอบอาชีพ “กรรมกรทางความคิด” หรือครีเอทีฟทั้งหลายกลัวที่สุด (รวมถึงสายงานอื่นๆ ด้วยนะ) เพราะบางครั้ง สมองของเราก็ดันงอแง ตีบตันคิดงานไม่ออกมาซะเฉยๆ แถมยิ่งเค้นก็ดันยิ่งตันเข้าไปอีก

(disclaimer: บทความชิ้นนี้นำมาจาก #FJSK 1.0 ซึ่งเขียนโดย @Geekjuggler และขออนุญาตรีไรต์บางส่วนเพื่อความเหมาะสมกับกาลเวลาครับ)

วันนี้ผมเจอบทความดีๆ จาก Fast Company  ที่จะมาช่วยให้เราทุกคนเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการเรียกไอเดียครีเอทีฟให้กลับมาทะลุทะลวงพุ่งฉิวอีกครั้ง ด้วย 10 ทริคง่ายๆ ดังนี้ครับ 

 1. สมองของคุณจะทำงานด้านครีเอทีฟได้ดีขึ้นยามที่คุณเหนื่อย

เพราะว่าสมองที่อ่อนล้าจะทำให้การคัดกรองสิ่งที่มารบกวนหรือดึงดูดความสนใจทำได้ลำบากขึ้น แถมทำให้เราโฟกัสกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้แย่ลง

อ้าว แล้วมันดียังไงล่ะ?

เนื่องด้วยความคิดสร้างสรรค์นั้นมาจากการปล่อยให้ความคิดของเราไหลไปเรื่อยๆ ผ่านสิ่งนั้น แวะเวียนสิ่งนี้ในหัวของเราเอง ซึ่งสิ่งนี้ล้วนเกิดจากสิ่งที่มารบกวนเราและความคิดฟุ้งซ่านในสมอง ที่เราจะนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงแต่งไอเดียให้บรรเจิด ดังนั้น การที่สมองทำงานด้านการคัดกรองความคิดได้แย่ลง ก็แปลว่าเราสามารถเปิดกว้างและมีอะไรให้นำมาเล่นได้มากขึ้นนั่นเอง

2. การออกกำลังกายสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของคุณ

เรารู้กันอยู่แล้วว่าออกกำลังกายดีต่อร่างกาย แต่มีการศึกษากันออกมาแล้วว่า ยังช่วยทำให้คุณเพิ่มขีดความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ซึ่งนักวิจัยได้เปรียบเปรยออกมาได้อย่างน่าสนใจว่า

“เหงื่อก็เหมือนกับน้ำมันหล่อลื่นสำหรับความคิด มันช่วยเคลียร์เหล่าสนิมที่เกาะอยู่ที่สมองของคุณและทำให้ความคิดคุณไหลลื่นขึ้น การออกกำลังกายยังจะช่วยให้จิตรู้สำนึกของคุณสามารถเข้าถึงไอเดียที่สดใหม่ที่ถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกคุณได้ง่ายขึ้น”

3. เสียงบรรยากาศนั้นดีที่สุดสำหรับการสร้างความคิดสร้างสรรค์

เวลาพูดถึงการคิดงาน หลายคนอาจจะคิดว่าต้องเป็นห้องเงียบๆ ไร้เสียงรบกวน แต่จริงๆ แล้วกลายเป็นว่าในการคิดงานสร้างสรรค์เสียงบรรยากาศรอบข้างนั้นช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของเราพรั่งพรูที่สุด ไม่ใช่ความเงียบหรือเสียงเพลงดังๆ แต่อย่างใด

ความเงียบช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งตรงหน้า มันจึงเหมาะกับงานแก้ไขปัญหาหรืองานที่มีรายละเอียดยุ่บยั่บ แต่ความคิดสร้างสรรค์นั้นต้องการเสียงบรรยากาศรอบข้าง เช่น เสียงในร้านกาแฟ เพื่อให้เราคิดได้กว้างขึ้นและให้ไอเดียใหม่ๆ เกิดออกมาได้ง่ายขึ้น

ถ้าหากคุณต้องทำงานหน้าคอมในออฟฟิศ ลองเข้าไปที่  Coffitivity ที่จะนำเอาบรรยากาศของร้านกาแฟมาที่โต๊ะทำงานของคุณ

4. ไม่มีอะไรใหม่บนโลกนี้ – ความคิดสร้างสรรค์ล้วนเกิดจากการเชื่อมโยง

หลายคนอาจคิดว่าความคิดสร้างสรรค์ต้องมาพร้อมกับไอเดียใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กลับกลายเป็นว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้นง่ายมาก เพียงแค่สร้างการเชื่อมโยงใหม่ๆ จากไอเดียเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว ฟังดูแล้วอาจจะน่าตื่นเต้น เพราะนั่นแปลว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ได้เกิดยากอย่างที่คิด

(@twometre: เพิ่มเติม ทริคนี้มีพูดถึงในหนังสือ Steal Like An Artist ของAustin Kleon ที่ผมเคยอ่านด้วยครัช! การดูคนอื่นเป็นเรฟเฟอเรนซ์ไม่ใช่การลอก แต่เป็นการหยิบนู่นมาผสมนี่จนเกิดเป็นลายเซ็นของตัวเอง และอย่าลืมแบ่งปันผลงานส่งมอบให้คนอื่นดูเป็นตัวอย่างด้วยนะครับ เล่มนี้มีแปลภาษาไทยแล้ว ชื่อ ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน แปลโดยอาสยา ฐกัดกุล สำนักพิมพ์วีเลิร์นครับ แหม่ โฆษณาซะครบเลย)

5. การเดินทางไปต่างประเทศมีส่วนช่วยในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของคุณ

ถึงแม้จะมีการวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้ไม่มาก แต่ก็มีหนึ่งการวิจัยที่โชว์ผลอย่างชัดเจนว่า นักศึกษาที่ได้ออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศทำคะแนนในบททดสอบด้านความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ไป
ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการที่เราได้เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างจากที่เราเคยเจอมาในประเทศของตัวเอง ซึ่งน่าจะส่งผลต่อการกระตุ้นให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ขึ้นในกระบวนการสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเรานั่นเอง

6. แสงไฟสลัวๆ ทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระมากกว่า

แม้ว่าใครหลายๆ คนอาจจะชอบแสงธรรมชาติ หรือ ห้องมืดๆ ยามที่อยากโฟกัสกับงาน แต่มีงานวิจัยที่พิสูจน์มาแล้วว่าแสงไฟสลัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ นักวิจัยกล่าวว่า แม้จะแยกความแตกต่างของแสงไม่ได้ด้วยตาเปล่า แต่เมื่อแสงสว่างถูกหรี่ลง ผู้ร่วมทดสอบนั้นจะมีความครีเอทีฟมากขึ้น เหตุผลนั้นมาจากการที่จิตใต้สำนึกของเรารู้สึกเป็นอิสระในค้นหาความคิดใหม่ๆ มากกว่า

7. สีฟ้าและสีเขียวสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์

ฟังดูน่าเหลือเชื่อแต่เป็นเรื่องจริง มีการวิจัยออกมาแล้วว่า การจ้องไปยังสีเขียวในช่วงเวลาสั้นๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพความคิดสร้างสรรค์ของคุณได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งการวิจัยที่บอกว่าสีฟ้าก็ให้ผลที่ออกมาใกล้เคียงกัน ในขณะที่สีแดงจะช่วยในการทำงานที่มีรายละเอียดเป็นจำนวนมาก

นี่ไม่ได้แปลว่าจะให้คุณต้องไปทาผนังห้องเป็นสีเขียวหรือฟ้า แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อคิดที่มีประโยชน์ยามที่คุณต้องทำงานที่ใช้ความครีเอทีฟ หรือ ทำงานที่ต้องสลับประเภทของงานไปมา

8. ข้อจำกัดนั้นเป็นประโยชน์ต่องานสร้างสรรค์

หนึ่งในความเชื่อเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าไม่เป็นความจริง คือ อิสระจะพาเราไปหาความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้ว ผลกลับกลายเป็นว่าข้อจำกัดช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ที่มีความครีเอทีฟมากกว่า เพราะข้อจำกัด ช่วยขจัดปัญหาที่ว่ามีตัวเลือกมากเกินไป
หรือไม่ก็ลองนึกภาพว่า ตัวเองกำลังจ้องกระดาษเปล่าๆ โดยที่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดูสิ เข้าใจฟิลใช่ไหมล่ะ

9. แยกโต๊ะรกๆ ออกมาต่างหาก เพื่องานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะ

มีการวิจัยออกมาแล้วว่าบรรยากาศที่รกรุงรังและยุ่งเหยิงจะช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เราเข้าถึงสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย
ดังนั้น วิธีง่ายๆ ที่น่าสนใจคือการแยกพื้นที่การทำงานออกเป็นสองส่วน สำหรับงานที่แตกต่างกัน โดยงานที่ต้องการความตั้งใจอย่างและการโฟกัสมากๆ ก็ควรจะไปทำบนโต๊ะที่มีระเบียบเรียบร้อยแทน

10. ความรู้สึกง่วงทำให้คุณมีความครีเอทีฟมากขึ้น

ช่วงที่เราพึ่งตื่นนอนนั้นเรียกว่า hypnopompic state ซึ่งเรามักจะลืมตาขึ้นมาด้วยภาพที่แปลกประหลาดที่หลั่งไหลออกมายามที่เราตื่นจากช่วงการหลับแบบ REM ซึ่งฝันของเราส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ดังนั้น ศิลปินหลากหลายคนจึงใช้ช่วงเวลาที่พึ่งตื่นนี้มาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง

ซัลวาดอร์ ดาลีก็ช่วงเวลาที่ว่าในการสร้างไอเดีย เขามักจะงีบหลับบนเก้าอี้โดยถือช้อนอยู่ในมือ ยามเมื่อเขาหลับ ช้อนในมือก็จะหล่นไปกระทบกับจานสังกะสีที่อยู่บนพื้น และเสียงที่ดังขึ้นก็จะปลุกเขาขึ้นมา ช่วยให้เขาสามารถดึงเอาภาพสุดพิสดารที่อยู่ในหัวยามหลับไหลออกมารังสรรค์เป็นภาพได้

หวังว่าทิปเหล่านี้จะทำให้คุณหัวแล่นขึ้นนะครับ อย่าลืมแบ่งปันวิธีขุดขุนไอเดียกับเราบ้างนะ 🙂

Comments

comments