มื่อวันก่อนนี้เอง ก็เป็นวันครบรอบทำงานเป็น First Jobber ที่บริษัทปัจจุบันหนึ่งปีพอดิบพอดี เวลาผ่านไปเร็วจนแทบไม่มีเวลาจะคิดอะไรมากมาย

ด้วยการที่ประจวบครบหนึ่งปีพอดี จึงอยากจะเอามาแชร์กันว่าการทำงานแรกหนึ่งปีมันมีอะไรบ้าง จึงเป็นความเห็นส่วนตัวที่รู้สึกจากตัวเองล้วนๆ นะครับ

(disclaimer: บทความชิ้นนี้นำมาจาก #FJSK 1.0 ซึ่งเขียนโดย @PolarKen และขออนุญาตรีไรต์บางส่วนเพื่อความเหมาะสมกับกาลเวลาครับ) 

1. สำหรับผม…หนึ่งปียังไม่อิ่มตัว

เห็นเพื่อนๆ First Jobber หลายๆคน เปลี่ยนงานกันตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือนแรกด้วยเหตุผลที่ต่างกันไปแต่สำหรับผมเอง 1 ปียังน้อยไปนะ

หลายคนมักบอกว่า 1 ปีก็อิ่มตัวที่จะเรียนรู้สำหรับงานแรกๆ แต่ผมกลับมองว่าเรื่องที่จะเรียนรู้มันมีอีกเยอะนะ 1 ปีไม่พอด้วยซ้ำ หลายคนมองการทำงานแรกเป็นเหมือนหลักสูตรเรียน คือพอทำงานเป็นละเข้าใจละ คือจบละ เรียนรู้หมดละ

จริงๆ มันไม่ใช่นะ อย่าลืมเรื่องการขัดเกลาและประสบการณ์ที่ทำให้งานออกมาดียิ่งขึ้น หรือรับผิดชอบมากขึ้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

2. ที่ทำงานไหนๆ มันก็มีทั้งข้อดีและปัญหาต่างกัน

หลายคนมักฝันอยากทำที่ทำเงินที่ Perfect ซึ่งมักไม่มีอยู่จริงหรอก อย่างที่ผมทำงานอยู่ปัจจุบัน ข้อดีมากๆคือได้เรียนรู้เยอะ ได้ทำงานเยอะ ทำงานกันคล่องตัว อยู่กันเป็นทีมเนื่องจากบริษัทยังใหม่และเล็ก

แต่เนื่องจากการทำหลายอย่างและไม่มีแผนกจัดการเรื่องของตัวเอง ก็ทำให้หัวหมุนได้เหมือนกันเวลาต้องทำหลายๆ หน้าที่ในที่ทำงาน

แต่อย่างเพื่อนผมที่ทำงานบริษัทใหญ่ ก็มีเรื่องบ่นไปอีกแบบ เช่น การทำงานล่าช้า ประสานงานระหว่างแผนก การเมืองในองค์กร ระบบรายงานที่ต้องเสียเวลานั่งทำ

ฉะนั้นทุกที่มีข้อดีและปัญหาของมันการเป็น First Jobber อาจจะทำให้เราลังเล ดังนั้นควรเลือกที่ๆเราสบายใจที่สุดหรือเหมาะกับเราที่สุดครับ

3. คิดว่าไม่ควรเลือกทำงานเพราะเงินอย่างเดียว

ด้วยการที่เป็นเด็กจบใหม่ หลายคนจึงอยากพิสูจน์คุณค่าตัวเองด้วยการตีค่างานจากเงินเดือนโดยเฉพาะเงินเดือนเริ่มต้นในฐานะ First Jobber ซึ่งผมคงไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ แต่ตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร

การเป็นมนุษย์เงินเดือนเนี่ย ค่าตอบแทนมันจะโตขึ้นไปได้เรื่อยๆ ตามความสามารถ ต่างจากอาชีพรับจ้าง หรือธุรกิจตัวเองที่ มันอาจจะเริ่มต้นสูงกว่า แต่ก็มีแนวโน้มขึ้นลงตามสภาวะ

ดังนั้นงานแรกควรเริ่มทำงานที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ด้วยนอกจากเงินอย่างเดียว เพื่อนผมคนนึงได้เงินเดือนดีแต่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถเรียนรู้หรือพบปะผู้คนเลย ก็ตัดสินใจลาออกมาทำงานที่เงินเดือนน้อยกว่าด้วยซ้ำ

แต่ถ้าโจทย์ของเพื่อนๆคืออยากได้งานเงินเดือนดีเพื่อเก็บทุนไปทำอย่างอื่นต่อ ก็อาจจะอีกเรื่องนึง แต่ต้องดูเป้าหมายของตัวเองว่าอยากทำเพื่ออะไรกันแน่ด้วย

4. เบื่อตัวงานกับแค่เบื่อการใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนต้องแยกกันให้ออก

คนรุ่นใหม่หลายคนมักเบื่อการใช้ชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือน เลยรู้สึกว่างานที่ทำอยู่น่าเบื่อ เลยอยากย้ายงานเพื่อหวังว่าจะเจออะไรที่ดีขึ้น

แต่ถ้าที่จริงความเบื่อเกิดจากการเบื่อใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือน เมื่อเทียบกับชีวิตการเรียนมหาวิทยาลัย (ใช้ชีวิตซ้ำกันทุกวัน ตื่นเช้า เลิกงาน กินข้าว กลับบ้าน) ต่อให้ย้ายงานก็ไม่ช่วยเท่าไรหรอก

บางครั้งไม่แปลกที่เราจะเบื่อกับการทำงาน ดังนั้นหาที่สิ่งที่ตัวเองชอบทำคอยเติมพลังชีวิตไว้บ่อยๆ น่าจะดีกว่าการคิดว่าเบื่องานแล้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

การค้นหาเป้าหมายรายวัน การวางแผนเที่ยวยาวๆ เพื่อเติมพลังชีวิตก็ดีไม่น้อย

5. ควรพยายามมีเป้าหมายให้ตัวเองไว้คิดและติดตามตลอด

การเป็นมนุษย์เงินเดือนบางทียุ่งๆ ก็ทำให้เราลืมมองว่าเป้าอนาคตตัวเองต้องการทำอะไรกันแน่

บางคนอยากเรียนรู้ก่อน แล้วจะไปเรียนต่อ บางคนอยากเก็บความรู้เพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัว

เราควรลองถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนั้นช่วยให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นได้ไหมด้วย บางทีเราก็ต้องกลับมานั่งคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันคือสิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า

อย่างผมก็ยังมีความสุขดีในที่ทำงานเพราะยังได้เรียนรู้อีกเยอะ และเป็นสิ่งที่ต้องการที่จะเรียนรู้ดังนั้นจึงคิดว่าตัวเองยังไม่เป๋เท่าไร

แต่ถ้าตัวเองรู้สึกว่ามันไม่ใช่ รู้สึกไม่มั่นใจกับการทำงานตรงนี้แล้ว การลองหยุดคิดเรื่องแบบนี้ซักนิดอาจจะดีกับตัวเองได้ครับ

สุดท้ายนี้ทิ้งท้ายไว้ว่าชีวิตการทำงานที่หลายคนไม่ชอบกัน ด้วยความที่มันต่างจากชีวิตวัยเรียนเยอะ ชีวิตวัยเรียนเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อได้คะแนนดีๆ หรือตั้งใจเรียนรู้เนื้อหาวิชาเพื่อนำไปต่อยอด

แต่ในขณะที่ชีวิตการทำงาน เราต้องเป็นคนกำหนดเป้าหมายเอง วางแผนชีวิตเอง ทำให้บางคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงาน เพราะเหมือนใช้ชีวิตซ้ำแบบเดิมๆตลอด ยิ่งเป็น First Jobber ยิ่งไม่มีอะไรมาเทียบว่าที่ไหนเป็นยังไง เราก้าวหน้าขึ้นหรือเปล่าด้วย

ดังนั้นทุกๆ ช่วยระยะเวลาหนึ่ง อาจจะซักหนึ่งไตรมาสหรือครึ่งปีลองมาทบทวนให้คะแนนชีวิตตัวเองดูว่าเราทำดีแล้วหรือยัง อยากปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรไหมก็ดีไม่น้อยครับ

ชีวิตต้องสู้ 🙂

Comments

comments